เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานว่า สภาการศึกษา (สกศ.) ได้รายงานข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเป็นการเรื่องสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งพบว่าคุณภาพการศึกษาในส่วนของโครงการประเมินคุณภาพนักเรียนระดับนานาชาติ หรือ พิซา เมื่อปี 2022 บ่งบอกให้เห็นเด็กไทยฉลาดเก่งเกินมาตรฐาน โดยเป็นนักเรียนกลุ่มช้างเผือกร้อยละ 15 มากกว่านักเรียนในกลุ่มสมาชิองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) โออีซีดี ที่เข้าร่วมประเมินการสอบพิซามีเด็กกลุ่มช้างเผือกอยู่ประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น ดังนั้น รมว.ศธ. จึงมีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมความคิดเห็น โดยนำข้อบ่งชี้เหล่านี้ มาวางแนวทางยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยด้วย
รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามปัญหาเด็กระบบการศึกษา ซึ่งทุกหน่วยงานมีการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะมีเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและการที่ตนได้ไปตอบกระทู้เรื่องดังกล่าวที่สภาผู้แทนราษฎรผู้แทนราษฎร ว่า ทุกฝ่ายต่างชื่นชมที่ ศธ. แก้ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษาได้เป็นอย่างดี และมีการทำงานแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยในวันที่ 14 ก.พ. ศธ. จะคิกออฟค้นหาเด็กที่หลุดนอกระบบการศึกษาทั้งหมดตามทะเบียนราษฎร์ เพื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือหากเด็กคนไหนไม่สมัครใจจะเรียนเราจะหาวิธีจูงให้เด็กกลับมาเรียนให้ได้
“ในการประชุมดังกล่าว พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้สั่งการถึงหน่วยงานใน ศธ. และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน โดยย้ำให้ข้าราชการ ศธ. วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงนี้อยู่ระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่น และประเด็นทางการเมืองถือเป็นเรื่องร้อนแรงมาก เพราะเราอาจถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นในฐานะที่ทุกคนเป็นข้าราชการและทำงานภาครัฐต้องไม่มีการเอนเอียงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด” นายสุรศักดิ์ กล่าว



