นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสจำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า จากกรณีที่ สำนักงาน กสทช. ได้เผยแพร่ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล แบ่งเป็นย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ 1500 เมกะเฮิรตซ์ 1800 เมกะเฮิรตซ์ 2100 เมกะเฮิรตซ์ 2300 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ โดยจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ในวันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) และคาดการณ์ว่าจะเปิดประมูลได้ในปลายเดือน เม.ย. นี้นั้น

ทาง เอไอเอส มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ทุกย่านความถี่ที่ กสทช. เปิดประมูล แต่ราคาเริ่มต้น ที่ประกาศออกมาในเว็บไซต์นั้น ยังเป็นราคาที่สูงและอาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายโครงข่ายของเอกชนและไม่สมเหตุสมผลต่อสภาพเศรษฐกิจ โดยที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมใดๆ ดังนั้น การประมูลคลื่นความถี่ครั้งใหม่นี้ หากมีการแก้ไขร่างประกาศการประมูล หรือสามารถทำให้ราคาความถี่ที่เริ่มต้นการประมูลนั้นลดลงได้ ก็จะเป็นประโยชน์ ไม่เฉพาะแต่เอกชน แต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ทำให้เกิดอีโคซิสเต็มในโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

“ตอนนี้ในตลาดเหลือผู้ประกอบการเพียงสองรายคือ เอไอเอส กับทรู ที่ผ่านมาผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้จ่ายค่าคลื่นความถี่ให้กับ กสทช. ไปแล้วรายละกว่า 2 แสนล้านบาท ในความเป็นจริงแล้ว กสทช. ควรจะให้คลื่นความถี่ฟรีเสียด้วยซ้ำ แต่ในประเทศไทย กสทช. ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะว่าติดขัดขัดเรื่องปัญหาข้อกฎหมาย”

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ราคากลางประมูลคลื่นความถี่ ควรจะต้องสมเหตุผลไม่ใช่อ้างอิงจากราคาจากต่างประเทศและนำราคาประมูลเก่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาเป็นราคากลางไม่ถูกต้อง เป้าหมาย กสทช. ต้องทำอย่างไรให้ผู้บริโภคใช้ระบบ 4จี และระบบ 5จี ให้มากขึ้นปัจจุบันผู้บริโภคยังใช้ระบบ 2จี และ 3จี เหมือนเดิม ถ้าเอกชนลงทุนเครือข่ายไป กสทช. ก็ควรจะแบกรับภาระต้นทุนค่าเครื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคมาใช้ระบบ 4จี และ 5จี เพื่อจะได้ใช้ดิจิทัลวอลเล็ต และเพื่อยกระดับโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศ

สำหรับปี 2568 นี้มองว่า หน้าที่ของโอเปอเรเตอร์ต้องขยายโครงข่ายให้ดี โดยการเพิ่มความจุโครงข่าย (คาปาซิตี้) ให้ได้ต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นทุกปี สวนทางกับรายได้ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไร เป็นเหตุผลจากที่บอกว่า ทำไมถึงไม่อยากให้คลื่นความถี่แพง เพราะหากราคาคลื่นแพง การขยายโครงข่ายก็จะทำได้น้อยลง

“คลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวนแถบความถี่มันสั้นกว่า 2600 เมกะเฮิรตซ์ แต่ราคากลับถูกกว่าคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ได้อย่างไร เพราะอะไร ตรงนี้ กสทช. ต้องอย่าเลือกปฏิบัติ ส่วนเอไอเอสเรายอมรับว่าก็ต้องการคลื่นความถี่ย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่เปิดประมูลครั้งนี้ อีกทั้ง ที่ผ่านมา ประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ แพงที่สุด 900 เมกะเฮิรตซ์ แพงรองลงมา 2100 เมกะเฮิรตซ์ แพงกว่า 2300 เมกะเฮิรตซ์ ก็แพงกว่า 2600 เมกะเฮิรตซ์ คำตอบตรงนี้ กสทช. ไม่เคยระบุว่ามีเกณฑ์อะไรมาเปรียบเทียบ หรือเกณฑ์อะไรมาตัดสินที่จะชี้ว่าในการเคาะราคาออกมาในแต่ละความถี่ ผมก็พิจารณาทุกคลื่นความถี่ แต่ด้วยราคาของ กสทช. แบบนี้ ทำให้เกิดคำถาม ว่า คลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ เอกชนอย่างเราก็อยากได้ ไม่รู้ว่าจะเข้าประมูล 2 ครั้งเลยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ยังไม่เห็นมีคำตอบ“ นายสมชัย กล่าว

ทั้งนี้สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้ ทาง กสทช. ได้กำหนดราคาเริ่มต้นการประมูลประกอบด้วย

 • คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ชุดความถี่ ใบอนุญาตละ 2×5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 6,609 ล้านบาท

 • คลื่น 1500 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 11 ชุดความถี่ ใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 904 ล้านบาท

 • คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 7 ชุดความถี่ ใบอนุญาตละ 2×5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 6,219 ล้านบาท

 • คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 12 ชุด ความถี่ ใบอนุญาตละ 2×5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 3,391 ล้านบาท (FDD)

 • คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ชุดความถี่ ใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 497 ล้านบาท (TDD)

 • คลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 7 ชุดความถี่ ใบอนุญาตละ 10 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 1,675 ล้านบาท

 • คลื่น 26 กิกะเฮิรตซ์ จำนวน 1 ชุดความถี่ ใบอนุญาตละ 100 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 423 ล้านบาท

รวมการเปิดประมูลครั้งนี้ ทั้งสิ้นจำนวน 450 เมกะเฮิรตซ์ มูลค่า 121,026 ล้านบาท