เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สชวท.) ได้จัดแถลงข่าวถึงประเด็นความสำคัญของกฎกระทรวงการปฏิบัติงานเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2567 ต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม และบทบาทของผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งแนวทางการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ รวมถึงการเปิดตัวคณะกรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และประธานคณะอนุกรรมการวิชาชีพวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีควบคุม 8 สาขา การเตรียมความพร้อมบุคลากรให้เป็นไปตามกฎหมาย
โดย ผศ.ดร.บุญส่ง ไข่เกษ นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ สชวท.ชุดใหม่ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี โดยมีการดำเนินงานภารกิจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2551 ซึ่งภาพรวมของ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมให้การใช้ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในการประกอบวิชาชีพและคุ้มครองภัยในชีวิตและทรัพยากรของประชาชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม จำนวน 8 สาขา ได้แก่ สาขานิวเคลียร์ สาขาอนามัยสิ่งแวดล้อม สาขาการผลิต การควบคุมและการจัดการสารเคมีอันตราย สาขาเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์และการใช้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค สาขาธรณีวิทยา สาขาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านวิทยาศาสตร์และการควบคุมมลพิษ สาขานิติวิทยาศาสตร์ และสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ผศ.ดร.บุญส่ง กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ตนต้องการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎกระทรวงการปฏิบัติงานเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2567 เพราะกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำเสียของแหล่งกำเนิด ประเภทอาคาร รวมทั้งที่อยู่อาศัย ที่ต้องได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยกรมควบคุมมลพิษได้หารือร่วมกับสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้แล้ว รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
“จากนี้ไปเราจะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของ สชวท.ใน 3 ปีข้างขึ้น โดยเราจะต้องการมีวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพเป็นเครื่องมือประเมินสถานการณ์สำหรับองค์กรก่อนว่าที่ผ่านมา สชวท.มีจุดอ่อนและจุดแข็งตรงไหนอย่างไร และมีโอกาสหรือภัยคุกคามอะไรบ้าง เพื่อนำผลวิเคราะห์เหล่านั้นมาวางเป็นกรอบส่งเสริมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของ สชวท. คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือนจะดำเนินการจัดแผนยุทธศาสตร์เสร็จสิ้น โดยเบื้องต้นแผนยุทธศาสตร์ของ สชวท.เบื้องต้นที่วางไว้ เช่น การสร้างความรู้ความเข้าใจและประชาสัมพันธ์งานของ สชวท. ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพราะเมื่อเกิดประเด็นสำคัญๆ ในสังคมทางด้านวิทยาศาสตร์ผมมองว่าเรายังขาดความคิดเห็นพื้นฐานด้านนี้อยู่”



