เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้บริหารสมาคมการค้าวาณิชย์ธุรกิจไทย-จีน ที่นำโดยนายไต้ เซี่ยงชุน ประธานสมาคมฯ ได้เข้าพบ นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหารือถึงมุมมองนโยบายพรรคกล้าที่มีต่อเศรษฐกิจของไทยและจีน โดยพรรคกล้าถือเป็นพรรคการเมืองแรกที่สมาคมฯ ได้เข้าหารือ เนื่องจากเป็นพรรคที่มีนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่รวมตัวกันมากที่สุด สอดคล้องกับแนวทางของสมาคมฯ ที่รวบรวมคนหนุ่มสาวที่มีมุมมอง กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มีทิศทางต่อผู้ประกอบการไทย-จีน

ทั้งนี้  นายวรวุฒิ กล่าวว่า ตนสมัยเคยทำธุรกิจและเป็นประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้เดินทางไปยังประเทศจีนทุกปี และเห็นช่องทางการทำการค้าของทั้ง 2 ประเทศ และเห็นว่าสินค้าไทยจีนที่ดีๆ ยังมีอีกมากมายที่ยังไม่ได้ทำตลาดระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรและผลไม้ของไทย แต่รัฐบาลยังไม่ทำให้การค้าขายคล่องตัว ทั้งที่ยังมีตลาดจีนรองรับได้อีกมหาศาล ถ้าพรรคกล้าได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในรัฐบาล จะปฏิรูประบบราชการให้เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะเราเสียโอกาสตรงนี้ไปมากและยาวนานเกิน จนต้องหลายประเทศหันไปค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน 

“ตอนนี้บอกได้เลยว่าการค้าไทย-จีน คือ คำตอบของเศรษฐกิจไทย จีนคือคู่ค้าที่สำคัญที่สุด รัฐควรผลักดันให้กระบวนการค้าซื้อขาย สะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น การค้าไทย-จีน ก็จะบูต เพราะหากหลังโควิดเศรษฐกิจไม่ฟื้น ประเทศไทยก็จะเจ็บหนักและนาน เพราะกู้เงินมาเยอะมาก วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนไทยอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจกลับมาสู่ปกติ คือ การค้าการขาย ซึ่งที่ผ่านมา จีดีพีไทยโตน้อยมาก การค้าระหว่างประเทศก็น้อย  การลงทุนนานาชาติก็หนีไปเวียดนาม เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ ต้องบูตขึ้นมา ให้จีดีพีโต การลงทุนโต การเทรดดิ้งโต เศรษฐกิจก็จะเดินไปเอง ซึ่งเป็นหลักการของพรรคกล้า ที่ต้องการให้เศรษฐกิจไทยพลิกฟื้นโดยเร็ว ถ้าพรรคกล้าได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล เราสามารถบูตการค้าไทย-จีนให้โตได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์” นายวรวุฒิ กล่าว

นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ นโยบายพรรคกล้าสนับสนุนเกษตรกรและคนตัวเล็ก ตนในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้ง อี-คอมเมิร์ซ รู้ดีว่ากฎระเบียบในไทยไม่เอื้ออำนวย และไม่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอี สามารถขยายตลาดไปยังจีน และจีนเข้ามาขายในไทยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคกล้าจะผลักดันให้เกิดการค้าขายผ่านระบบออนไลน์ อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะสามารถบูตเศรษฐกิจให้โตได้ นอกจากนี้ สินค้าบางรายการ อาทิ ที่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) กฎระเบียบ ภาษี สถานีชาร์จ ก็ยังไม่เอื้อ เมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นรถที่ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนเชื้อเพลิง ที่นับวันจะมีราคาสูงขึ้น ส่วนรถไฟความเร็วสูง จีน-ลาว ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 2 ธ.ค.นี้ สิ่งจะเกิดขึ้นตามมา ถ้ามองในมุมบวก คือภาคอีสานจะเป็นทำเลทองการค้า แต่วันนี้ ศูนย์พักสินค้าของไทยกลับไปอยู่ฝั่งลาว แทนที่จะอยู่ฝั่งไทย เพราะเรามีประชากรผู้บริโภคที่มากกว่าลาวเป็นสิบเท่า ที่ไปอยู่ฝั่งลาวทำให้เราเสียเปรียบก็เพราะระบบราชการที่ไม่ทันเกม ล้าหลัง มีขั้นตอน อุปสรรคมากมาย จนเสียโอกาสไป เราต้องเข้าไปแก้ไปดึงกลับมาอยู่ฝั่งไทยให้ได้

นายวรวุฒิ กล่าวว่า ระบบโลจิสติกส์เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ เปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกาย หากโลจิสติกส์ไม่ดี เลือดก็ไม่สามารถไปเลี้ยงร่างกายได้ สิ่งที่พรรคกล้ามีนโยบายคือ จะสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ กระจายสินค้าจากเหนือไปใต้ เหนือก็เชื่อมจีน เราส่งต่อไปยังภาคใต้ที่เชื่อมมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยการบูตเป็นคลัสเตอร์ เฉพาะหัวเมืองเศรษฐกิจ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ ลงสู่จังหวัดชายแดนใต้ โดยอาจใช้ จ.นครสวรรค์ เป็นศูนย์กระจายสินค้า การค้าก็จะวิ่งตามเส้นทางนี้ ระบบมันก็จะดี แต่ระบบการกระจายสินค้าต้องเอา Economic service นำ ไม่ใช่ Public service นำ เพราะหากกระจายไปสู่จังหวัดที่ไม่มีการค้าขาย หรือขายได้น้อย ก็จะทำให้การลงทุนสูญเปล่า เราต้องใช้หัวเมืองบูท และให้เมืองอื่นเร่งเครื่องตาม เศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะดีขึ้นตามไปด้วย  ขณะเดียวกัน ต้นทุนโลจิสติกส์ต้องลดต่ำลง ในทุกมิติ ทั้ง เรือ ราง และระบบขนส่งต่าง ๆ ต้องต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเศรษฐกิจ ก็จะสามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญ การซื้อขายในประเทศ ขนาดจะลดลงเรื่อยๆ จากประชากรที่เกิดใหม่ลดลง ต้องบุกการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น

รองหัวหน้าพรรคกล้า  กล่าวอีกว่า ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ปัจจุบันเรายังกินบุญเก่าอยู่ ในระยะยาวน่าเป็นห่วงหากไม่บูทการค้าการขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของไทย มาจากคนจีน เราควรสร้างประโยชน์ในเชิงท่องเที่ยวให้เป็น เช่น ท่องเที่ยวเชิงชอปปิง ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าคนจีนซื้อของในไทยน้อยมาก เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง สินค้า แฟชั่น เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ฯลฯ รัฐบาลไทยมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยจึงเก็บภาษีแพง ทั้งที่จริง สินค้าเหล่านี้ถูกจัดเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ไปหมดแล้ว ควรลดภาษี เพื่อกระตุ้นยอดขาย และไปเพิ่มภาษีรายได้จากการลงทุน และการเติบโตของภาคธุรกิจแทน เราอาจจะมีเมืองปลอดภาษีเพิ่ม อาจจะเริ่มที่ จ.เชียงใหม่ จ.ภูเก็ต ที่คนจีนมาเที่ยวกันมาก ก็เพิ่มเป็นแหล่งชอปปิงแบบดิวตี้ฟรี แต่เราจะไม่ทำพร้อมกันทั้งประเทศ เพราะเราก็ยังต้องการรายได้จากภาษีอีกมาก แต่จะทำแค่บางเมือง บางจังหวัด เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

“เราเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเยอะ แต่เขาไม่ซื้อของบ้านเราเพราะมันแพง ต้องปรับ การท่องเที่ยวไทยจีน จะดีขึ้นมหาศาล และสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการดูแลความปลอดภัย เพราะนักท่องเที่ยวจีนมาเสียชีวิตที่ประเทศไทยมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม ทั้งแอดเวนเจอร์ การกีฬา เราก็ยังขาดไป ยกตัวอย่าง การยิงปืนจีนนิยมมาเมืองไทยมาก เพราะบ้านเขาทำไม่ได้ ถ้าเราเปิดสนามยิงปืน โดยการร่วมทุนกับจีน ก็เป็นโอกาส เราต้องคิดแบบมองประเทศไทยเป็นห้าง มาเที่ยวที่นี่แล้วจะไปไหนต่อ มาเที่ยวดูวิวทิวทัศน์ ไม่กี่ครั้งก็เบื่อ แต่ถ้าให้มีกิจกรรม มากินอาหาร มาชอปปิง อย่างที่ จ.พระนครศรีอยุธยา คนจีนนิยมมาเที่ยว ควรจะบูรณะทั้งจังหวัด และทำให้เหมือนเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการโซนนิ่ง ให้เป็นเมืองโบราณ ให้คนมาพักผ่อนได้ ทำ Live & Sound เพิ่ม รีโนเวทให้ทันสมัย มีแหล่งชอปปิง และสตรีทฟู้ดก็ทำให้ได้มาตรฐาน แค่นี้ก็ทำรายได้มหาศาล จริง ๆ เราไม่ควรแพ้เกาหลี เวียดนาม ที่เวลานี้เขาเติบโตแซงไทยไปแล้ว ถ้าไม่พัฒนาอีกหน่อยก็จะไปเวียดนามเพราะเขาคิดแบบสดใหม่ ในขณะที่เราคิดแบบกรอบเดิมและกินบุญเก่า” นายวรวุฒิ กล่าว

นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า ถ้าพรรคกล้าได้เป็นรัฐบาล เราจะผลักดันการร่วมทุนไทยจีนทำอีคอมเมิร์ซ แล้วตั้งเป็นคลัสเตอร์สินค้าในกลุ่มต่าง ๆ ในรูปแบบของ อีคอมเมิร์ซปาร์ค เช่น แฟชั่น เกษตร อุตสาหกรรม ฯลฯ การค้าต้องเป็นสองทาง ไทยไปจีน จีนมาไทย ต้องได้ประโยชน์ทั้งสองประเทศ ไม่ใช่เอื้อเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง และเราจะไม่ได้มองเพียงแค่ไทยเท่านั้น เพราะในพื้นที่ภูมิศาสตร์ไทยคือ ศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV เราต้องมองเป็นหนึ่งตลาดของเราด้วย นอกจากนี้ การผลักดันในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือซอฟต์ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคได้ผลักดันเป็นพรรคแรก ๆ ก็สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ ทั้งเรื่องของ อาหารการกิน กีฬา วัฒนธรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ เพลงและการท่องเที่ยว ที่ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก