สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ว่า การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า ระบบเฝ้าติดตามระดับโลกนี้ มุ่งชะลอความเสียหายของแนวปะการัง จากปรากฏการณ์ฟอกขาว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟเสียหายอย่างหนัก จากการฟอกขาวรุนแรง ตั้งแต่ปี 2559 สถานการณ์นี้เลวร้ายลง จากการระบาดของดาวมงกุฎหนามและการพัฒนาพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย ซึ่งร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอาร์เอ็มไอทีและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ เปิดเผยว่า แนวปะการังเป็นระบบนิเวศทางทะเลซึ่งเปราะบางที่สุดในโลก และกำลังล้มตายในอัตรารวดเร็วจนน่าตกใจ
ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาเพียงสองปีที่ผ่านมา แนวปะการังถึง 75% ต้องเผชิญภาวะความเครียดจากความร้อนในระดับที่ทำให้เกิดการฟอกขาว
โมเดลแบบรวมศูนย์เดียว จะผสานรวมปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง และให้ข้อมูลคาดการณ์แบบเรียลไทม์แก่นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
โครงการดังกล่าวบูรณาการเทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกล เข้ากับการเรียนรู้ของเครื่องจักร ปัญญาประดิษฐ์ และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการปกป้องแนวปะการัง
ปัจจุบัน มีโมเดลแบบแยกหลายตัวที่วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เกี่ยวกับสุขภาพของแนวปะการัง เช่น ระดับการฟอกขาว การเกิดโรค ความหนาแน่นของปะการังวัยอ่อน และจำนวนปลาที่อาศัยในแนวปะการัง แต่ยังไม่มีการบูรณาการชุดข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน
อนึ่ง แนวปะการัง ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ป่าฝนแห่งท้องทะเล” มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่เพียง 1% ของมหาสมุทรทั่วโลก แต่เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทางทะเลถึง 25%
แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นมรดกโลก ถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินทางนิเวศวิทยาและการท่องเที่ยว แห่งสำคัญที่สุดของออสเตรเลีย.
ข้อมูล : XINHUA
เครดิตภาพ : AFP



