เป็นที่ทราบกันดีว่าสำหรับนักวิ่งแล้ว ‘รองเท้าวิ่ง’ ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่มีราคาค่อนข้างสูง ข้อมูลจาก CNN สหรัฐอเมริกา ที่ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้วอายุการใช้งานของรองเท้าวิ่งทั่วไปจะอยู่ที่ 500-700 กิโลเมตร หรือราวๆ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เมื่อพิจารณาถึงราคาที่อาจสูงถึงหลักร้อยดอลลาร์ต่อคู่ ค่าใช้จ่ายและขยะในส่วนนี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมรองเท้ายังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ไล่เรียงไปตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงช่วงสุดท้ายของอายุการใช้งาน โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านตันต่อปี อ้างอิงจากข้อมูลของ Quantis ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
“เรากำลังวิ่งอยู่บนปัญหาที่เรามองไม่เห็น” ‘แดนนี พอร์เมส’ ผู้ก่อตั้งฟาสต์ฟีทกรินด์ และนักวิ่งจากเนเธอร์แลนด์ กล่าว
เขาเริ่มศึกษาผลกระทบของอุตสาหกรรมรองเท้าต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อสิบปีก่อน และได้ค้นพบข้อมูลที่นำไปสู่การก่อตั้ง ‘ฟาสต์ฟีทกรินด์’ (FastFeetGrinded) บริษัทรีไซเคิลรองเท้าแห่งแรกของโลก จากเนเธอร์แลนด์ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะรองเท้าอย่างยั่งยืน
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของรองเท้า
‘ยูลี ฟูเอนเตส-เมเดล’ นักวิจัยด้านเทคโนโลยีเส้นใยจาก MIT และผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร The Footwear Collective เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีการผลิตรองเท้ามากถึง 23,000 ล้านคู่ทั่วโลก โดยรองเท้าหนึ่งคู่อาจประกอบด้วยวัสดุที่แตกต่างกันมากถึง 60 ชนิด ตามการเปิดเผยของ
แม้ว่ากระบวนการผลิตรองเท้าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบจนถึงการประกอบชิ้นส่วนให้กลายเป็นรองเท้าพร้อมสวมใส่ ทว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การจัดการรองเท้าเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว โดยวัสดุอย่างโพลีเอสเตอร์และเอทิลีนไวนิลอะซิเตต (EVA) นั้นต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย ด้วยอัตราการทิ้งรองเท้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ฟูเอนเตส-เมเดลเตือนว่า หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ปริมาณรองเท้าเก่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเต็มหลุมฝังกลบ
กระบวนการรีไซเคิลรองเท้า
‘รองเท้า’ ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ยากที่สุด เนื่องจากวัสดุที่ใช้ผลิตมีความหลากหลายและต้องผ่านกระบวนการแยกชิ้นส่วนที่ซับซ้อน แต่ด้วยความมุ่งมั่นของ ‘แดนนีและเออร์นา พอร์เมส’ คู่สามีภรรยาผู้ก่อตั้งฟาสต์ฟีทกรินด์ พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่าการรีไซเคิลรองเท้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
จากจุดเริ่มต้นที่พวกเขาใช้เตาไมโครเวฟและต้มรองเท้าในครัวเพื่อทดลองหาวิธีรีไซเคิล ในที่สุดพวกเขาก็สามารถพัฒนาระบบรีไซเคิลต้นแบบได้สำเร็จ และด้วยความร่วมมือกับ Heilig Group บริษัทผลิตเครื่องจักร พวกเขาได้ก่อตั้งโรงงานรีไซเคิลรองเท้าขึ้น
กระบวนการรีไซเคิลเริ่มต้นจากการคัดแยกรองเท้า จากนั้นเครื่องจักรจะใช้ความร้อนและแรงเสียดทานเพื่อแยกวัสดุต่างๆ เช่น ยาง โฟม และพลาสติก ออกจากกัน วัสดุเหล่านี้จะถูกบดเป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปกลั่นกรองเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ส่วนประกอบของรองเท้า เสื่อโยคะ และพื้นสนามเด็กเล่น
โรงงานดังกล่าว รับรองเท้าที่ไม่ใช้แล้วจากกล่องรับบริจาคตามร้านค้าทั่วยุโรป รวมถึงรองเท้าที่ชำรุดหรือไม่ได้มาตรฐานจากผู้ผลิต ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้สามารถรีไซเคิลรองเท้าได้ประมาณ 3 พันคู่ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 3 ล้านคู่ต่อปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดปริมาณขยะและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมรองเท้า
อนาคตของรองเท้ารีไซเคิล
แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีรองเท้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100% วางจำหน่าย แต่หลายแบรนด์ดังกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น และเริ่มนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตรองเท้า เช่น โครงการ ‘Reuse-A-Shoe’ ของ ‘ไนกี้’ (Nike) ที่นำรองเท้าเก่ามาบดและแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ หรือ ‘อาดิดาส’ (Adidas) ที่ใช้พลาสติกจากทะเลมาทำส่วนบนของรองเท้า รวมถึง ‘เอสิกส์’ (Asics) ก็พยายามลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตด้วเช่นกัน
‘โรมี่ มิลเทนเบิร์ก’ ผู้จัดการด้านความยั่งยืนของเอสิกส์ ประจำภูมิภาคยุโรป กล่าวว่า “มากกว่า 60% ของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากรองเท้า มาจากกระบวนการผลิตและวัสดุที่ใช้” ฟาสต์ฟีทกรินด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดของเอสิกส์ในยุโรป จึงได้รับบทบาทในการนำรองเท้าที่ใช้แล้วและรองเท้าที่มีมาตรฐานต่ำมาทำการรีไซเคิล
อย่างไรก็ตาม การรีไซเคิลรองเท้ายังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะรองเท้ากีฬาต้องมีคุณสมบัติที่สมดุลระหว่างความยั่งยืน ประสิทธิภาพ และดีไซน์ “มากกว่า 90% ของรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ของเอสิกส์ มีวัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบในส่วนบน แต่การหาวิธีรีไซเคิลส่วนพื้นกลาง (midsole) ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทายอยู่ ดังนั้นการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อาจช่วยให้เราสามารถนำวัสดุรีไซเคิลกลับมางานใช้ใหม่ได้ โดยที่ยังคงประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวัสดุใหม่” มิลเทนเบิร์กกล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาขยะรองเท้าไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอกชน และนักพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงผู้บริโภคเองก็มีบทบาทสำคัญ เช่น การเลือกซื้อรองเท้ามือสอง หรือการรับบริจาครองเท้าเก่าแทนการทิ้งลงถังขยะ เพราะเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในวันนี้ อาจนำไปสู่จุดเริ่มต้นของการสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านสิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต



