เมื่อวันที่ 25 ก.พ. น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ผู้บริหารสำนักอนามัย สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมควบคุมโรค กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย สำนักงานประกันสังคม สภากาชาดไทย ร่วมประชุม ณ ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร และผ่านระบบออนไลน์ 

สืบเนื่องจาก ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 68 เห็นชอบในการกำหนดเขตพื้นที่ที่ต้องมีการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 และมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมพิจารณาปรับปรุงหรือกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อใช้ดำเนินการในเขตพื้นที่ที่ต้องมีการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ได้ตามความเหมาะสมและสมควรแก่กรณี และเพื่อให้การเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงแจ้ง กทม. ให้ทราบถึงการกำหนดเขตพื้นที่ที่ต้องมีการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการควบคุมโรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่นและการนำมาตรการต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับใช้ดำเนินการในเขตพื้นที่ ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์

โดยเขตพื้นที่ที่กำหนด แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ เขตพื้นที่ที่ต้องมีการเฝ้าระวังและการป้องกันโรคหรืออาการที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่น คือ มีค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยใน 24 ชั่วโมง เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. แต่ไม่เกิน 75 มคก./ลบ.ม. โดยมีมาตรการ 1. สนับสนุนหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง 2. จัดเตรียมพื้นที่หรือห้องปลอดฝุ่นในอาคารสถานที่ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ทั้งนี้ รองผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งการให้พิจารณาเตรียมพื้นที่ห้องปลอดฝุ่นเพิ่มเติมในศูนย์บริการสาธารณสุขพลัสทั้ง 12 แห่ง

ในส่วนเขตพื้นที่ที่ต้องมีการควบคุมโรค คือ มีค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยใน 24 ชั่วโมง เกิน 75 มคก./ลบ.ม. โดยมีมาตรการ 1.สนับสนุนหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง และจัดเตรียมพื้นที่หรือห้องปลอดฝุ่นในอาคารสถานที่ในเขตพื้นที่ที่ต้องมีการเฝ้าระวังและการป้องกันอย่างต่อเนื่อง 


2. หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ พิจารณาปรับรูปแบบการทำงานแบบ Work from home เป็นลำดับแรก ส่วนภาคเอกชนพิจารณาตามเห็นสมควร 3.หน่วยงานของรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด 


4.ใช้กลไกและมาตรการทางกฎหมายตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 โดยให้ คกก.ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพฯ กทม. ให้คำแนะนำแก่อธิบดีกรมควบคุมโรค เพื่อประกาศเขตพื้นที่ที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังฯ ซึ่งเป็นกรณีที่หากปล่อยไว้อาจเกิดหรือก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในเขตพื้นที่ เพื่อให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคจากฝุ่น PM2.5 หรือกำหนดมาตรการอื่นใดที่เหมาะสมแก่สภาพของพื้นที่นั้นเป็นการเฉพาะ


นอกจากนี้มติคณะกรรมการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม เห็นชอบมาตรการเพิ่มเติมสำหรับปรับใช้ดำเนินการในเขตพื้นที่ที่ต้องการควบคุมโรคฯ ประกอบด้วย 5 มาตรการ ได้แก่ 1.การลดการสัมผัสฝุ่น PM2.5 2.การสื่อสารความเสี่ยง 3.การเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก 4.การเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรับ (เวชกรรมสิ่งแวดล้อม) 5.การแจ้ง การรายงาน และการสอบสวนโรค


สำหรับสถานการณ์จากการเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศในพื้นที่ กทม. จากศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง ระหว่างวันที่ 8 พ.ย. 66-31 ธ.ค. 67 พบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มโรคจากผลกระทบฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จำนวนทั้งสิ้น 59,811 คน โดยผู้ป่วยมีจำนวนสูงสุดในเดือน ม.ค. 67 จำนวน 5,644 คน รองลงมาคือเดือน ก.พ. 67 จำนวน 5,065 คน

ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศในพื้นที่ กทม. จากศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง และโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ วันที่ 1-31 ม.ค. 68 พบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มโรคจากผลกระทบฝุ่น PM2.5 จำนวน 37,995 คน และในวันที่ 1-19 ก.พ. 68 พบผู้ป่วยจำนวน 28,029 คน


ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการแจกหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM2.5 ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง โดยสำนักงานเขตและศูนย์บริการสาธารณสุข ตั้งแต่เดือน ต.ค. 67-ปัจจุบัน จำนวนทั้งสิ้น 958,679 ชิ้น (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 68)


“จากนี้อีก 1-2 เดือน จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากคาดว่าจะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามา เพราะในเดือน เม.ย. ปีที่ผ่านมา เป็นเดือนที่มีปัญหาในเรื่องการควบคุมโรคหลาย ๆ โรค รวมถึงโรคอันเกิดจากอุณหภูมิและเพลิงไหม้ สารเคมี” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว