สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ผู้นำแคนาดา กล่าวถึงการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าของประเทศในอัตรา 25% และเชื้อเพลิงในอัตรา 10% นับตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. หลังชะลอมานาน 30 วัน ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แคนาดาพยายามอย่างสุดความสามารถ ในการป้องกันและปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย และการลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดน
ดังนั้น มาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จึงไม่มีความเป็นธรรม และไม่สมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ นับตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. เช่นกัน แคนาดาขึ้นภาษีสินค้าของสหรัฐ 25% มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ราว 702,914.40 ล้านบาท) และอีก 125,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ราว 2.92 ล้านล้านบาท) จะมีผลในอีก 21 วันนับจากนี้
Q: "On the tariffs, is there any room left for Canada and Mexico to make a deal before midnight?"
— CSPAN (@cspan) March 3, 2025
President Trump: "No room left for Mexico or for Canada. No. The tariffs you know, they're all set. They go into effect tomorrow." pic.twitter.com/Ou4ssKMtmt
ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ก่อนการระงับขึ้นภาษีในเวลานั้น แคนาดาประกาศรายชื่อสินค้าของสหรัฐ 1,256 รายการ ซึ่งรวมถึง ผัก ผลไม้ ชา กาแฟ ผลิตภัณฑ์นม เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระดาษชำระ และเครื่องใช้ในครัวเรือนหลายประเภท คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา ที่จะเผชิญกับอัตราภาษี 25%
ทั้งนี้ สินค้าส่วนใหญ่ในรายชื่อ มีรัฐซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังแคนาดาชี้แจงว่า “เป็นเรื่องบังเอิญ”
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวในรัฐบาลแคนาดาเปิดเผยว่า จะมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์กรการค้าโลก (ดับเยิลยูทีโอ) เกี่ยวกับการที่สหรัฐใช้มาตรการกำแพงภาษี ว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงการค้าไตรภาคี สหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ).
เครดิตภาพ : AFP



