ทำเอาแฟนๆ ผู้ฟังหน้าปัดวิทยุและคนบันเทิงพากันส่งความห่วงใยและใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน สำหรับดีเจรุ่นใหญ่มากฝีมือ “ดีเจแนน-กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์” ที่หลังจากล้มหมอนนอนเสื่อด้วยอาการป่วยตุ่มที่เส้นเสียงจนต้องพักหน้าไมค์ไปยาวๆ

ล่าสุด ดีเจแนนได้เดินทางมาร่วมงานประกาศรางวัล SOT MUSIC AWARDS 2026 พร้อมเปิดอกเล่าถึงนาทีชีวิตที่เจ้าตัวยกให้เป็นฝันร้ายและวิบากกรรมที่สาหัสที่สุด
โดยดีเจแนนเล่าถึงวินาทีช็อกว่า “สำหรับอาการเส้นเสียง คือมีคนถามเยอะมากเลยนะคะ จริงๆ เป็นโรคตุ่มที่เส้นเสียงค่ะ ถามว่าเกิดจากอะไรก็อาจจะใช้เสียงเยอะ พักผ่อนน้อย ด้วยอายุเยอะแล้วก็เลยรีคัฟเวอร์ช้า เป็นตั้งแต่กุมภาพันธ์ ตอนนี้มิถุนายน ถามว่าหายหรือยัง ก็ยังไม่หายค่ะ ตอนแรกมีสองตุ่มซ้ายขวา ตอนนี้ตุ่มหนึ่งหายไปแล้ว ส่วนอีกอันยุบเหลือเล็กมากๆ แล้ว หมอก็เลยให้รักษาตัวเองไม่ต้องผ่าตัดค่ะ ถ้าวันไหนนอนน้อยหรือใช้เสียงเยอะก็จะกลับมาแหบอีก ก็ประคับประคองไป แต่ก็ขอหมอว่าไม่ผ่าตัด จบที่ดูแลตัวเอง
ช่วงแรกที่เป็น สภาพจิตใจคือเศร้ามากอย่างที่ทุกคนเห็นในคลิปนะคะ ในคลิปที่ถ่ายเป็นมาเกือบสองเดือนแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต แล้วคิดว่าเกิดมา 50 กว่าปีนี่คือวิบากกรรมที่สุดในชีวิต คนอาจจะบอกว่าแค่เสียงแหบเสียงหาย ทำไมต้องเศร้าขนาดนั้น อย่างไปหาหมอนักกายภาพเค้าบอกว่าใช้ชีวิตได้ปกติ แต่แค่ไม่ต้องใช้เสียง แนนเลยบอกหมอไปว่านั่นคือชีวิตที่ไม่ปกติของแนน เพราะชีวิตใช้เสียงหากิน อ่านรายการ พากย์เสียง ทุกอย่างเลย แนนไม่มีอาชีพอื่น เพราะฉะนั้นมันหมายความว่าแนนหากินไม่ได้ทำงานไม่ได้ มันก็เศร้าก็เครียด แล้วตอนนั้นไม่มีวี่แววว่าจะหายหรือเปล่า ไม่มีเสียงแม้แต่จะพูดว่าวันนี้เราเป็นยังไง คือใช้เขียนเอากับคนที่บ้าน มีช่วงหนึ่งที่เป็นหนักมากคือเขียนหมดเลย เขียนทุกอย่างที่อยากพูดออกไปเพราะไม่มีเสียงออกมาเลยค่ะ และมันก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่ที่ทรมานมากๆ ก็คือสองเดือน

ตอนแรกที่ตื่นมาแล้วไม่มีเสียง มันไม่ได้เป็นแบบนั้น มันจะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ รู้สึกว่าทำไมเสียงแปลกๆ แต่เสียงมันค่อยๆ ดร็อปลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายจัดวิทยุอยู่แล้วเสียงมันหายไปเลย คือพูดแล้วเสียงไม่ออกมาเลย ก็เลยไม่ได้การแล้วต้องไปหาหมอ ก็เลยไปหาก็เลยรู้ว่าเป็นโรคนี้ ทำให้มันค่อยๆ แย่ลง ช่วงที่รักษาแรกๆ กว่าจะเจอว่าเราต้องรักษาแบบไหนที่ให้อาการมันดีขึ้น ก็รักษามาหลายอย่าง ให้ยาขยายหลอดลม ทำให้เราหัวใจเต้นไป 120 เสี่ยงตายอีก นอนไม่ได้ ทุกข์ทรมานแสนสาหัส จะรู้ว่าเป็นอะไรหมอบอกว่าพัก คนอื่นสามสี่วัน บางคนเจ็ดวัน บางคนสองสามสัปดาห์หายแล้ว แนนคือสองเดือนยังไม่หายเลย อาจจะด้วยผสมกับวัยทองทำให้เรานอนไม่หลับ พอนอนไม่หลับมันก็ไม่พักฟื้น
สองเดือนกับการไม่มีเสียง ถ้าพูดแบบไม่ดราม่านะ ร้องไห้ทุกวัน ร้องไห้เศร้า แล้วก็คิดเหมือนที่เคยอัดคลิปว่าหรือเค้าจะลิขิตให้เลือกทำงานเถอะ ทำงานมาหนักเกินไปแล้ว ใช้ชีวิตอยู่บ้านเล่นกับแมวดูซีรีส์เถอะ คิดว่าถ้าไม่มีเสียงมันจะเป็นอย่างนั้นไหม จริงๆ เราอยู่ในอาชีพนี้เรารู้ว่าถ้าวันที่เสียงหายไป แล้วเราไม่รักษา มันจะแหกตลอดชีวิตนะคะ ถ้าตุ่มนั้นมันแข็งเป็นหิน นักร้องหรือใครที่ใช้เสียงเค้าถึงไปผ่าออก กังวลว่าจะเป็นจุดนั้นไหม แล้วนอยด์มาก ถึงขั้นว่าถ้าไม่กลับมา หรือว่าผ่าแล้วเสียงเปลี่ยน คิดว่าจะลาออกเลย พักผ่อนเกษียณคิดอย่างนั้นเลยค่ะ วินาทีที่ต้องคิดว่าเราต้องทิ้งอาชีพนี้ มันเศร้ามาก เพราะความสุขของเราคือการเปิดเพลง อยู่กับเสียงเพลงมาตั้งแต่เกิด แล้วเป็นเด็กที่ชอบฟังเพลงชอบฟังวิทยุมาก โตมากับเพลงในวิทยุ แล้วรู้สึกว่าความสุขที่เราทำงานมาทุกๆ วันเกือบ 30 ปี เราจะไม่ได้ทำสิ่งนี้แล้วเหรอ อันนั้นคือสิ่งที่เศร้ามากกว่าการที่ไม่มีงาน การที่เราจะไม่ได้เปิดเพลงให้คนฟังเพื่อสร้างความสุขให้เค้า ตรงนั้นที่เศร้ากว่า

หลังจากที่ปล่อยคลิปไปแล้วมีกำลังใจเยอะมาก ตกใจมาก ไม่คิดว่าจะเป็นไวรัลขนาดนั้น แล้วนักข่าวติดต่อมาเยอะมาก แต่ตอนนั้นปิดทุกการสื่อสาร พอคลิปออกไป ข่าวออกไป คนก็อินบ็อกซ์มาเยอะมาก เดี๋ยวขออนุญาตขอบคุณทุกคนตรงนี้ ขอบคุณที่เป็นห่วง ขอบคุณทุกกำลังใจ บางคนส่งชื่อหมอมาให้ ส่งยา ส่งวิธีการรักษา หรือบางคนอยู่คนละอย่าง แล้วนักร้องเยอะมากส่งช่องทางการติดต่อหมอ ส่งสอนการใช้เสียงมาให้ พี่หนึ่ง ETC ปาน ธนพร ดีเจพี่อ้อย พี่ฉอด ก็ถามเป็นห่วง และแม้แต่กระทั่งเฮีย เห็นข้อความแล้วร้องไห้เลย ได้รับความห่วงใยจากทุกคน ขอบคุณทุกกำลังใจจากทุกคน และทำให้รู้ว่าฉันจะยังไม่ทิ้งอาชีพนี้ เพราะกำลังใจทำให้เราฮึบขึ้นมา แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งก็กลับมาทำงานได้ แต่สัปดาห์แรกยอมรับเลยว่าเสียงไม่เหมือนเดิม มันก็ยังไม่เต็มที่ กลับบ้านไปก็เจ็บคอ แต่ก็ต้องปฏิบัติตัวให้ดีขึ้น ไม่ใช้เสียงพร่ำเพรื่อ งานที่ไลฟ์ใช้เสียงก็ขอพักไว้ก่อน ยังจัดแค่วิทยุอย่างเดียว พากย์เสียง แล้วก็ถ่ายรายการบางอย่างที่รับไว้แล้วก็ยังทำอยู่
ถามว่าบอกตัวเองยังไงให้ฮึบ ก็บอกไม่ได้ตอนแรกเครียดค่ะ ถามแต่ว่าเมื่อไหร่จะหาย เราจะหายไหม แต่บอกตัวเองว่าฉันต้องหาย ต้องดูแลตัวเอง ถ้าฉันอยากทำอาชีพนี้ต่อไป ฉันต้องนอนให้เร็ว กินให้ดี แล้วใช้ธรรมะด้วย ทุกวันนี้เปิดฟังเพื่อให้สบายกายสบายใจ ใช้ฮีลลิ่งซาวด์ ตอนนี้ดีขึ้น ถ้าถามว่าอาการเป็นยังไงตอนนี้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอยากบอกอะไรกับคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็สุขภาพสำคัญที่สุด สุขภาพใจสำคัญกว่าสุขภาพกาย ถ้าคุณมีสุขภาพใจที่เข้มแข็ง มองโลกในแง่ดี คิดบวก จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจจะสั่งให้ร่างกายหายจากการเจ็บป่วยได้ อย่าทำงานหนัก ต่อให้หาเงินได้มากแค่ไหนถ้าทำงานหนักเกินไป มันทำร้ายคุณได้ ทำแต่พอเหมาะพอดี”




