สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดกรอบทางกฎหมายสำหรับโครงการการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (ซีซียูเอส) ด้วยความหวังว่า จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และสร้างมูลค่าสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.4 ล้านล้านบาท) และสร้างงานหลายแสนตำแหน่ง ภายในปี 2593
นายราฟีซี รามลี รมว.เศรษฐกิจมาเลเซีย กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ จะช่วยให้มาเลเซียสามารถแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ รวมถึงช่วยเสริมสร้างสถานะ “ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ” ในเวลาเดียวกัน รามลีย้ำว่า โครงการซีซียูเอสคือแนวทางใหม่ ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
Malaysia unveils CO2 storage Bill in push to become regional hub https://t.co/TMfsXgIhq3
— The Straits Times (@straits_times) March 4, 2025
มาเลเซียอ้างว่า พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเป็นพิเศษ สำหรับโครงการซีซียูเอส เพราะมีแหล่งน้ำมันที่หมดลงแล้วจำนวนมาก ซึ่งเหมาะสำหรับการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ทั้งนี้ กฎหมายว่าด้วยการนำเข้าและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อย่างถาวร ในพื้นที่บริเวณนอกชายฝั่งของมาเลเซีย จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะครอบคลุมเฉพาะกับคาบสมุทรมาเลเซีย และเขตปกครองตนเองลาบวน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนีย
ขณะที่รัฐซาบาห์และซาราวัก ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออก ได้ยื่นคำร้องขอแยกออกจากโครงการดังกล่าว เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ.
เครดิตภาพ : AFP



