เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีเครือข่ายประชาธิปไตย ครั้งที่ 6 เรื่อง “ทุนผูกขาดกับการแทรกแซงองค์กรภาครัฐชำแหละ กสทช.และข้อเสนอจากภาคประชาชน” เนื่องในวันสตรีสากล

สำหรับการเสวนาครั้งนี้ มีการย้อนรอยถึงคำพิพากษาที่ให้จำคุก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งภาคประชาชนหลายองค์กรต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมองว่าเข้าข่ายฟ้องเพื่อปิดปากผู้ปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน ขณะเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่าคำพิพากษาที่ออกมาไม่สมบูรณ์ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง พร้อมเรียกร้องนายกรัฐมนตรีเร่งพิจารณาดำเนินการในประเด็นคุณสมบัติของ ประธาน กสทช. หากยังปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถ้ามีการร้องไปยัง ป.ป.ช. นายกรัฐมนตรีอาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และเสี่ยงนำไปสู่การพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีในที่สุด

นางลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ชี้ว่า อาจารย์พิรงรอง ต้องเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มทุนผูกขาดและการเมือง เช่นเดียวกับอดีตกรรมการ กสทช. อีกคน ขณะเดียวกัน ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ก็มีปัญหาในเรื่องขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ กสทช.มาตั้งแต่แรก ครป.เองก็เข้าร่วมยื่นเรื่องร้องเรียนต่อวุฒิสภาเพื่อให้ตรวจสอบเรื่องมาตั้งแต่แรก ผลการตรวจสอบของกรรมาธิการฯ วุฒิสภาก็ออกมาชัดเจนว่า ขณะได้รับแต่งตั้งให้เป็น กสทช.นั้น นพ.สรณ ยังคงเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยและยังเป็นลูกจ้างอิสระรับเงินเดือนเอกชนอยู่ มีหลักฐานเสียภาษี ภ.ง.ด.90 ล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เลขาฯ ครป.ยังได้ยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เร่งรัดดำเนินการเรื่องนี้ แต่เรื่องกลับยังนิ่งเงียบ

ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มองว่า มีความพยายามให้ อาจารย์พิรงรอง พ้นไปจาก กสทช. พร้อมตั้งคำถามและตั้งข้อสงสัยว่า กลุ่มทุนและการเมืองร่วมมือกันถ่วงเวลาเพื่อให้ประธาน กสทช. ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ใช่หรือไม่ แม้มีหลักฐานว่าขาดคุณสมบัติ โดยหากประธาน กสทช.ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่แรกเสมือนไม่เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กสทช.มาก่อน สิ่งที่ดำเนินการไว้ในอดีตจะกลายเป็นโมฆะทั้งหมดหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีอนุมัติการควบรวมกิจการสื่อสารเมื่อเดือน มี.ค.66 ก็อาจต้องโมฆะลงไปด้วยหรือไม่

ทางด้าน นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตประธานกรรมการนโยบาย ThaiPBS กล่าวถึงบทบาทของ กสทช. ว่ามีหน้าที่กำกับดูแลกิจการสื่อสารโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดการผูกขาด แต่ปัจจุบันยังตามไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ แพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมา จึงเกิดปัญหาตามมา ทั้งนี้ นายเจิมศักดิ์ ยังแสดงความห่วงใยว่า หากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐถูกตีความว่าเป็นความผิด จะทำให้ไม่มีใครกล้าตัดสินใจหรือปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง ซึ่งอาจส่งผลให้กลุ่มทุนมีอิทธิพลมากขึ้นและระบบกำกับดูแลอ่อนแอลง
ในส่วน นายเมธา มาสขาว รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้ตามกฎหมาย เนื่องจากหากยังเพิกเฉย โดยปล่อยให้ประธาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ถ้ามีการร้อง ป.ป.ช. นายกรัฐมนตรีอาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และนำไปสู่การพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีในที่สุด



