เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ (30 ชั้น) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการ เนื่องด้วยตำรวจไซเบอร์ร่วมปฏิบัติการ “ธรณีนี้มีขื่อมีแป” กวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมายและรวบโจรออนไลน์หนีหมายจับหลายคดี

โดย บก.สอท.1 เปิดเผยผลร่วมปฏิบัติการ “ธรณีนี้มือขื่อมีแป” กวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย ติดตามจับกุม “อ๊อฟ อันตราย” ขายปืนออนไลน์หาเงินแต่งเมีย ว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.1 ได้สืบสวนพบการซื้อขายอาวุธปืนออนไลน์ทางกลุ่ม Facebook ซึ่งเป็นกลุ่มสาธารณะที่มีสมาชิกกว่า 10,000 คน และจากการสืบสวนพบว่ามีการติดต่อซื้อขายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ผิดกฎหมายในกลุ่มดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ล่อซื้ออาวุธปืนจากบุคคลในกลุ่มดังกล่าว พบบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “อ๊อฟ อันตราย” ได้ตกลงขายอาวุธปืน 1 กระบอก โดยนัดส่งมอบกันบริเวณถนนทางเข้าเรือนจำจังหวัดระยอง
ต่อมานายสุนทร หรืออ๊อฟ อายุ 21 ปี ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาส่งสินค้าตามที่ได้ตกลงกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวพร้อมเข้าตรวจค้น พบอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 2 นัด สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าของกลางดังกล่าวเป็นของตนเองจริง โดยซื้อมาจากกลุ่มไลน์เพื่อนำมาขายต่อ เพื่อสะสมเงินกำไรที่ได้ไปแต่งงานภรรยาสาว เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางพร้อมรถจักรยานยนต์ และแจ้งข้อกล่าวหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” และ “พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
บก.สอท.1 เผยอีกว่า สอท.1 ได้ดำเนินการจับกุมเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ 10 ปฏิบัติการ อันประกอบด้วย ปฏิบัติการที่ 1 ตำรวจไซเบอร์รวบเครือข่ายหลอกทำภารกิจออนไลน์ อ้างนัดเดทสาวแล้วได้เงิน สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายได้ถูกชักชวนผ่านทาง Facebook ให้ทำงานออนไลน์ โดยทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายเพื่อแลกรายได้เป็นผลตอบแทนสูง โดยให้โอนเงินเพื่อทำภารกิจนัดเดทสาวผ่านแพลตฟอร์ม ชื่อ Zoosk เมื่อภารกิจสำเร็จจะได้รับผลตอบแทนมากถึง 20-40 เปอร์เซ็นต์ และสามารถออกเดทกับสาวที่เลือกได้ สุดท้ายหลงเชื่อโอนเงินไปจำนวน 10 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 65,000 บาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่าย กระทั่ง กก.1 บก.สอท.1 ได้นำหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ 84/2568 ลงวันที่ 17 ม.ค. 68 เข้าจับกุมนายวินิตย์ อายุ 36 ปี พนักงานของอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงเป็นบุคคลอื่นและร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” โดยควบคุมตัวได้บริเวณริมถนนนเรศวร ต.ทะเลชุบศร อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี เบื้องต้นผู้ต้องหาปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนปฏิบัติการที่ 2 ตำรวจไซเบอร์รวบเอเยนต์บัญชีม้า ขายบัญชีพร้อมบัตร ATM และแอปธนาคาร สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.1 ได้สืบสวนพบกลุ่มซื้อขายสมุดบัญชีธนาคารบนแอปพลิเคชัน Facebook จึงได้แฝงตัวเข้าไปเพื่อตรวจสอบการกระทำความผิด ต่อมาได้ติดต่อล่อซื้อบัญชีธนาคารจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โดยได้เสนอขายสมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 3 บัญชี ในราคาบัญชีละ 5,000 บาท พร้อมโทรศัพท์มือถือที่ติดตั้งแอป Mobile Banking ของบัญชีธนาคารดังกล่าว ในราคาเครื่องละ 2,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 17,000 บาท
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดส่งมอบของบริเวณห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี เมื่อผู้ต้องหาได้เดินทางมาส่งมอบสมุดบัญชีธนาคารและโทรศัพท์มือถือ และผู้ต้องหาได้รับเงิน จำนวน 17,000 บาท เรียบร้อยแล้ว จึงได้แสดงตัวพร้อมตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร และบัตรกดเงินสด (ATM) พร้อมจับกุมตัวนายฉัตรชัย อายุ 30 ปี ในข้อหา “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือ ไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือ ให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” นำส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนปฏิบัติการที่ 3 ตำรวจไซเบอร์รวบเครือข่ายหลอกลงทุนคริปโตคาสนามบินสุวรรณภูมิ สืบเนื่องจากได้มีผู้เสียหายถูกผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ติดต่อมาพูดคุยจนสนิทสนม และชักชวนให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนบิตคอยน์ในแอปพลิเคชันชื่อ “Kucoin” โดยอ้างว่าตนเองเคยทำมาก่อนแล้วได้เงินดี ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง รวมทั้งสิ้นไปประมาณ 6,252,012 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถถอนเงินคืนได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่าย
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจท่องเที่ยว นำหมายจับศาลอาญาที่ 3554/2567 ลงวันที่ 31 ก.ค. 67 เข้าจับกุมนายสุชาติ อายุ 26 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” โดยควบคุมตัวได้ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ขณะผู้ต้องหาเพิ่งเดินทางกลับจากรับจ้างทำงานก่อสร้างในต่างประเทศ นำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ปฏิบัติการที่ 4 ตำรวจรวบเครือข่ายหลอกทำงานออนไลน์ เชื่อมโยง 10 คดี เสียหายรวมกว่า 2 ล้าน สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้หางานในเฟซบุ๊ก ต่อมาได้พบคนร้ายใช้บัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ประกาศรับสมัครคนที่ต้องการหารายได้เสริม ผู้เสียหายสนใจจึงได้ติดต่อพูดคุยกับคนร้าย ต่อมาคนร้ายได้ชักชวนให้โอนเงินทำภารกิจ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปจำนวนหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับผลตอบแทนกลับมา ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่าย

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.1 ได้นำหมายจับเข้าจับกุม น.ส.สุรพรพรรณ อายุ 37 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลบิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยควบคุมตัวได้ที่บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยผู้ต้องหาดังกล่าวมีหมายจับติดตัวทั้งหมด 4 หมายจับ ได้แก่ หมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลแขวงขอนแก่น ศาลจังหวัดเกาะสมุย และศาลจังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งยังเชื่อมโยงการกระทำผิดในระบบรับแจ้งความออนไลน์อีก จำนวน 10 เคสไอดี มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000,000 บาท
ปฏิบัติการที่ 5 รวบเครือข่ายหลอกแจกบำเหน็จบำนาญ ส่งลิงก์หลอกดูดเงินเกลี้ยงบัญชีกว่า 1.3 ล้าน สืบเนื่องจากได้มีคนร้ายโทรฯ หาผู้เสียหายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง แจ้งว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ เป็นเงิน 125,000 บาท ต่อมาคนร้ายได้ส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลส่วนตัว และแจ้งให้ผู้เสียหายทำยอดเงินในบัญชีธนาคารให้กลายเป็นศูนย์เพื่อง่ายต่อการรับเงิน ผู้เสียหายจึงได้โอนเงินรวมไว้บัญชีเดียว จากนั้นคนร้ายแจ้งให้ผู้เสียหายกดลิงก์แล้วให้ผู้เสียหายสแกนใบหน้า ถ่ายบัตรประชาชนด้านหน้าและด้านหลัง และทำตามขั้นตอนอื่น ๆ ที่คนร้ายบอก สุดท้ายพบว่า เงินในบัญชีของผู้เสียหายถูกโอนออกไปทั้งหมด 5 บัญชี รวมมูลค่าความเสียหาย 1,330,306 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่าย

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.2 ได้นำหมายจับศาลอาญา จ.3358/2567 ลงวันที่ 18 ก.ค. 67 เข้าจับกุมตัว น.ส.จุฑามาศ อายุ 23 ปี ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ และร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตน โดยประการที่รู้หรือควรจะรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น” เบื้องต้นเจ้าตัวปฏิเสธ จึงนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
ปฏิบัติการที่ 6 รวบเครือข่ายปลอมเป็นสาวหน้าตาดี หลอกลงทุนเทรดหุ้นทองเสียหายกว่า 6.5 ล้าน สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากบัญชีผู้ใช้ Line แปลกหน้า ซึ่งใช้ภาพโปรไฟล์เป็นหญิงหน้าตาดี อ้างว่าทำธุรกิจร้านกาแฟที่ภาคเหนือ ซึ่งตัวผู้เสียหายเองก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านกาแฟอยู่แล้ว จึงได้พูดคุยกันและวิดีโอคอลหากันจนเกิดความสนิทสนม ต่อมา คนร้ายได้ชักชวนให้ผู้เสียหายลงทุนเทรดหุ้นทองคำผ่านแอปพลิเคชัน ALPACA โดยให้ลงทุนในนามกิ๊กของคนร้าย สุดท้ายหลงเชื่อโอนเงินไปจำนวน 13 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 6,512,655 บาท และไม่เคยได้รับกำไรกลับมาตามที่กล่าวอ้าง ต่อมา บก.สอท.3 ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการได้จำนวน 11 ราย

กระทั่งวันที่ 21 มี.ค. 68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สอท.3 ร่วมกับ ตำรวจภูธรภาค 1 ได้ร่วมกันนำหมายจับศาลอาญา ที่ 1858/2568 ลงวันที่ 17 มี.ค. 68 เข้าจับกุมนายศุภชัย หรือ ชัย อายุ 37 ปี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการ ที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” โดยควบคุมตัวได้ที่บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 3 ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ส่งพนักงานสอบสวน กก.1บก.สอท.3 ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ปฏิบัติการที่ 7 ตำรวจไซเบอร์รวบไรเดอร์สาว 5 หมายจับ เครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์ สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้ถูกร้ายติดต่อผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อได้พูดคุยกันจนเกิดความสนิทสนมแล้ว คนร้ายได้ชักชวนให้ลงทุนออนไลน์ โดยอ้างว่าได้กำไรตอบแทนในระยะสั้นดี ผู้เสียหายจึงโอนเงินลงทุนไป 5 ครั้ง ครั้งละ 500-5,000 บาท โดยในช่วงแรกได้กำไรประมาณ 20-40% และสามารถถอนเงินได้ปกติ จนผู้เสียหายหลงเชื่อว่าลงทุนแล้วได้กำไรจริง จึงลงทุนเพิ่มไปเรื่อย ๆ โดยยอดเงินสุดท้ายที่โอนไปจำนวน 50,000 บาท จากนั้นก็ไม่สามารถโอนเงินหรือติดต่อกับคนร้ายได้อีกเลย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการได้
กระทั่ง กก.2 บก.สอท.4 ได้นำหมายจับเข้าจับกุม น.ส.วริสิตรา อายุ 31 ปี พนักงานไรเดอร์ของบริษัทหนึ่ง ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือผู้อื่น” ทั้งนี้ ผู้ต้องหารายดังกล่าว ยังได้ถูกออกหมายจับในคดีลักษณะเดียวกันถึง 5 หมายจับ ได้แก่ หมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ศาลจังหวัดปัตตานี จำนวน 2 หมาย และศาลจังหวัดหล่มสัก

เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า ตนเคยถูกจับกุมคดียาเสพติดมาก่อน หลังพ้นโทษออกมาเมื่อประมาณปี 2565 ตนก็ได้ทำงานเกี่ยวกับขายเสื้อผ้าออนไลน์ แต่เนื่องจากขายไม่ดี และจำเป็นต้องใช้เงินผ่อนรถยนต์ จึงมีเพื่อนแนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารและเปิดเบอร์โทรศัพท์ให้ โดยมีค่าตอบแทนรายเดือน 7,000 บาทต่อเดือน ตนจึงตกลงเปิดบัญชีธนาคารไป 3 บัญชี แต่ได้ค่าตอบแทนมาแค่ครั้งเดียว จำนวน 4,000 บาท และไม่ได้ค่าตอบแทนรายเดือนตามที่ตกลงกัน หลังจากเปิดบัญชีได้ประมาณ 3-4 เดือน ตนก็ถูกตำรวจจับเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงประชาชน ที่ จ.เพชรบูรณ์ หลังได้ประกันตัวตนก็หลบหนีเรื่อยมา และทราบดีว่าตัวเองมีหมายจับติดตัวอีกหลายหมายจับ กระทั่งถูกตำรวจไซเบอร์จับกุมในที่สุด
ปฏิบัติการที่ 8 ตำรวจไซเบอร์รวบเครือข่ายหลอกลวงเป็นสายการบินชื่อดัง หลอกติดตั้งแอปดูดเงิน สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้รับข้อความจากบริษัทแห่งหนึ่งว่า ขอมอบคูปองบินฟรี 1 ใบ จึงหลงเชื่อกดลิงก์เพิ่มเพื่อนทางไลน์ ทำตามขั้นตอนการรับสิทธิ และถูกคนร้านหลอกให้ติดตั้งแอป ขณะกำลังกรอกข้อมูล พบว่ามีข้อความแจ้งเตือนว่ามีเงินออกจากทั้ง 3 บัญชี ความเสียหายกว่า 131,431 บาท ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงในคดีลักษณะหลอกเป็นบริษัทไลออนแอร์กว่า 10 เคสไอดี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการได้
กระทั่ง กก.2 บก.สอท.5 ได้นำหมายจับศาลอาญา ที่ 1784/2568 ลงวันที่ 13 มี.ค. 68 เข้าจับกุม น.ส.สมศรี อายุ 49 ปี ในข้อหา “ร่วมกันหรือเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยปลอมตัวเป็นผู้อื่น ร่วมกันหรือเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน, ร่วมกัน หรือเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์มีมาตรการบ้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมีได้มีไว้สำหรับตน, ร่วมกันหรือเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ, ร่วมกัน หรือเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นร่วมกันกระทำตัวด้วยประการโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับชะลอ ขัดขวางหรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
ร่วมกัน หรือเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่น ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่อื่นหรือประชาชน อันเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรกับบัตรอีเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดหรือใช้เบิกถอนเงินสด หรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตนหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้ หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด” โดยควบคุมตัวได้ที่ถนนทางเข้าสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นำส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
ปฏิบัติการที่ 9 รวบเครือข่ายหลอกลงทุนคริปโต เสียหายกว่า 7.5 แสนบาท สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้พบโฆษณาการลงทุนเทรดเหรียญคริปโตในสื่อโซเชียลมีเดีย จึงได้สมัครผ่านลิงก์ตามที่ได้มีการโฆษณา ต่อมาได้จ่ายค่าสมัครและเริ่มลงทุนเทรดเหรียญคริปโต สุดท้ายหลงเชื่อโอนเงินไปกว่า 750,000 แสนบาท ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานของศาลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำผิดในขบวนการนี้ กระทั่ง กก.3 บก.สอท.5 ได้นำหมายจับศาลอาญาที่ 682/2568 ลง 31 ม.ค. 68 เข้าจับกุมตัว นายบุญนิธิ อายุ 35 ปี ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริต หรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยควบคุมตัวได้ในซอยสุขุมวิท-พัทยา 15/6 หมู่ 2 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนเองได้รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารจากบุคคลที่เคยรู้จักกัน โดยอ้างกับตนเองว่าจะนำบัญชีธนาคารไปทำธุรกิจออนไลน์ โดยได้ค่าจ้างเปิดบัญชีราคา 2,000 บาท จากการตรวจสอบเคสไอดีพบว่ามีคดีที่เชื่อมโยงในคดีนี้หลายคดี รวมความเสียหายประมาณ 3 ล้านบาท จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.สอท.5 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปฏิบัติการที่ 10 ตำรวจไซเบอร์รวบเครือข่ายแก๊งหลอกขายบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์ สืบเนื่องด้วยช่วงธันวาคม ปี 2566 เป็นช่วงที่ประเทศไทยจัดเทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ตส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยผู้เสียหายได้พบคนร้ายใช้แอปพลิเคชัน X (Twitter) ประกาศขายบัตรคอนเสิร์ตที่มีการจัดแสดงในประเทศไทย เมื่อผู้เสียหายเกิดความสนใจจึงติดต่อบุคคลดังกล่าวเพื่อซื้อบัตร หลังจากผู้เสียหายโอนเงินค่าบัตรคอนเสิร์ตแล้ว ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับบุคคลดังกล่าว กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 ได้นำหมายจับศาลอาญา ที่ 3530/2567 ลง 31 ก.ค. 67 เข้าจับกุมตัว น.ส.รัตนมน อายุ 27 ปี ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน
ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ และเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และเป็นการกระทำแก่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อประโยชน์แก่การชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด และเปิด หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ด้วยประการที่รู้ หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดอาญาอื่นใด” โดยควบคุมตัวได้ที่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 2 ต.ทำนบ อ.สิงหนคร จ.สงขลา
เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าว โดยอ้างว่าตนเองได้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อสมัครแอปเงินกู้ ต่อมามาทราบว่าถูกนำมาใช้เป็นบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าว นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับอีกหลายคดี รวมมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นบาท.



