เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)  เปิดเผยถึงกรณีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2567 ว่า การสอบคัดเลือกดังกล่าว ตนขอชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการที่เป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล และตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด ซึ่งกระบวนการสอบคัดเลือกไม่ได้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาดำเนินการ โดยการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษานั้น เป็นตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2567 จึงทำให้มีตำแหน่งว่าง 33 ตำแหน่ง และใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกตามที่ อ.ก.ค.ศ. สอศ.ประกาศไว้ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การคัดเลือกมาตรฐานตำแหน่งเดิมก่อนที่ ก.ค.ศ.จะมีมติออกหลักเกณฑ์มาตรฐานตำแหน่งการคัดเลือกใหม่ โดยมาตรฐานตำแหน่งใหม่นั้นกำหนดให้การเติบโตจากสานงานรองผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวะเป็นผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวะได้ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568  เป็นต้นไป แต่ สอศ.ได้เตรียมกระบวนการจัดสอบคัดเลือกมาแล้วจึงทำเรื่องสอบถาม ก.ค.ศ.ว่าหากขอให้หลักเกณฑ์การคัดเลือกด้วยมาตรฐานตำแหน่งเดิมสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่ง ก.ค.ศ.ตอบกลับมาว่า สามารถใช้หลักเกณฑ์เดิมในการจัดสอบได้ โดยมาตรฐานตำแหน่งเดิมกำหนดให้ครูผู้สอนสามารถสมัครสอบคัดเลือกเป็น ผอ.สถานศึกษาอาชีวะได้ คือ ดำรงตำแหน่งครูที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าครูชำนาญการพิเศษ และมีประสบการณ์การบริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่มมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การดำเนินการสอบคัดเลือกหลายครั้งที่ผ่านมาก็พบมีผู้สมัครที่ดำรงตำแหน่งครูสามารถผ่านการคัดเลือกและได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษามาแล้วหลายรายจึงถือเป็นวินัยปกติหากผู้สมัครที่ดำรงตำแหน่งครูสามารถผ่านการคัดเลือกและได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาในการคัดเลือกครั้งนี้ ประกอบกับผู้สมัครที่ดำรงตำแหน่งครูได้ผ่านการประเมินตามหลักสูตร องค์ประกอบ และตัวตัวชี้วัดที่กำหนดเช่นเดียวกับผู้ผ่านการคัดเลือกและได้รับการบรรจุ และแต่งตั้งรายอื่น ดังนั้นจึงถือได้ว่าผู้สมัครที่ดำรงตำแหน่งครู ที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงดำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นผู้มีความพร้อมในด้านความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เช่นกันตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดทุกประการ และเป็นแนวปฏิบัติที่เคยไช้ดำเนินการคัดเลือกมาแล้ว

ด้านนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ในฐานะที่ตนรับผิดชอบดูแลฝ่ายงานบุคคลขอชี้แจงว่า การสอบคัดเลือกดังกล่าวเป็นไปตามการประเมินตามองค์ประกอบ ตัวชี้วัด และสัดส่วนคะแนน ในการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะกรรมการที่เข้ามาร่วมกระบวนการคัดเลือกไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการคัดเลือกในครั้งนี้ และเป็นกรรมการที่ได้มาจากการจับฉลากคัดเลือก โดยคำนึงถึงสมรรถนะของผู้บริหารอาชีวศึกษา ที่ต้องเป็นผู้มีสมรรถนะด้านการปฏิบัติงาน เนื่องจากโครงสร้างการบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2552 ได้กำหนดโครงสร้างการบริหารสถานศึกษาภายในสถานศึกษา แบ่งเป็น 4 ฝ่าย 27 หัวหน้างาน ไม่นับรวมหัวหน้าแผนกวิชาที่จะมีขึ้นตามการจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งเป็นการบริหารทั้งด้านงานวิชาการ บุคลากร แผนและงบประมาณ การเงิน การคลังและพัสดุ และความร่วมมือกับภาคส่วนภายนอกสถานศึกษา โดยได้รับเสียงสะท้อนจากตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษาผ่านคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เพราะที่ผ่านมาการสอบภาค ก จะเน้นการสอบด้านวัดสมรรถนเพียงอย่างเดียวไม่มีการสอบข้อเขียน ดังนั้น สอศ.จึงได้ออกแบบการคัดเลือกหลายรูปแบบ เช่น สอบข้อเขียนเพียงอย่างเดียว ผสมผสานสัดส่วนคะแนนเท่ากันระหว่างการสอบข้อเขียนและการประเมินประวัติ ผลงาน และวิสัยทัศน์ คัดเลือกโดยการประเมินประวัติ ผลงาน และวิสัยทัศน์เพียงอย่างเดียวเมื่อปี 2562  ดังนั้น ในการจัดทำองค์ประกอบ ตัวชี้วัด และสัดส่วนคะแนนในครั้งนี้ จึงได้กำหนดให้มีการสอบข้อเขียนขึ้น แต่กำหนดสัดส่วนคะแนนให้น้อยลง และไปเพิ่มสัดส่วนคะแนนในส่วนของการประเมินประวัติ ผลงาน และวิสัยทัศน์ เพื่อให้สอดคล้องกับ การบริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ที่ต้องการผู้บริหารที่เน้นสมรรถนะด้านการปฏิบัติ

นายณรงค์ชัย กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ได้กำหนดการคัดเลือกเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาค ก ความรู้และความสามารถในการบริหารในหน้าที่ (คะแนน 10 คะแนน) ดำเนินการด้วยวิธีสอบข้อเขียนแบบปรนัย จำนวน 100 ข้อ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบในการออกข้อสอบ คัดเลือกข้อสอบ พิมพ์ข้อสอบ จัดห้องสอบ ควบคุมการสอบ และตรวจข้อสอบทั้งหมด ภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ (คะแนน 60 คะแนน) แบ่งเป็น  ส่วนที่ 1 การประเมินประวัติ ประสบการณ์ และผลงาน (คะแนน 40 คะแนน)  มีตัวชี้วัดจำนวน 3 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 ประสบการณ์และการพัฒนาตนเอง (คะแนน 10 คะแนน) ประกอบด้วย 3 ข้อย่อย ได้แก่ คุณวุฒิการศึกษา วิทยฐานะ ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยการประเมินส่วนนี้จะพิจารณาจากเอกสารหลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้นไม่มีการใช้ดุลพินิจจากคณะกรรมการ