“พระโกศ” ภาชนะเครื่องสูงมีรูปทรงเป็นกรวยมียอดแหลม อาจแยกตามวัตถุประสงค์การใช้งานเป็น 2 ประเภท คือ พระโกศสำหรับทรงพระบรมศพหรือพระศพ และพระโกศพระบรมอัฐิหรือพระอัฐิ ซึ่งพระโกศพระบรมศพมี 2 ชั้น คือชั้นนอกเรียกว่า “ลอง” ทำด้วยโครงไม้หุ้มทองปิดทอง ประดับกระจกอัญมณี และชั้นในเรียก “โกศ” ทำด้วยเหล็ก ทองแดงหรือเงิน ปิดทอง ลองชั้นนอกใช้ประกอบปิดโครงชั้นในสำหรับลอง หรือ พระลอง ที่ประดับอยู่ภายนอกของโกศ ต่อมานิยมเรียกพระลอง เป็นพระโกศแทน จนเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน เช่น เรียกพระลองทองใหญ่ ว่าพระโกศทองใหญ่ เป็นต้น
โดยพระโกศ และโกศ แบ่งตามลำดับตามฐานันดรศักดิ์อย่างชัดเจน ประกอบด้วย 1.พระโกศทองใหญ่ 2.พระโกศทองรองทรง นับเสมอด้วย พระโกศทองใหญ่ 3.พระโกศทองเล็ก 4.พระโกศทองน้อย 5.พระโกศกุดั่นใหญ 6.พระโกศกุดั่นน้อย 7.พระโกศมณฑปใหญ่ 8.พระโกศมณฑปน้อย 9.พระโกศไม้สิบสอง 10.พระโกศพระองค์เจ้า 11.โกศราชนิกุล 12.โกศเกราะ 13.โกศแปดเหลี่ยม 14.โกศโถ
ทั้งนี้ในการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระโกศทองใหญ่ ทรงพระศพ ซึ่งพระโกศทองใหญ่นั้น ไว้สำหรับสำหรับฐานันดรศักดิ์สูงสุด ทรงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระยุพราช สยามมกุฎราชกุมาร สยามบรมราชกุมารี พระบรมราชชนก พระบรมราชชนนี พระบรมราชวงศ์ที่ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นพิเศษ
โดยพระโกศทองใหญ่มีจำนวนทั้งสิ้น 3 องค์ โดยองค์แรกสร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ส่วนองค์ที่ 2 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ รองเสนาบดีกระทรวงวังและผู้บัญชาการกรมช่างสิบหมู่สร้างขึ้น เรียกว่า พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 5 หรือพระลองทองใหญ่ รัชกาลที่ 5 และองค์ที่ 3 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น

พระโกศทองใหญ่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อปีมะโรง จุลศักราช 1170 ตรงกับ พ.ศ. 2315 โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อทองที่หุ้มพระโกศกุดั่นมาใช้สร้างพระโกศทองใหญ่ เพื่อไว้สำหรับทรงพระบรมศพของพระองค์เอง ตัวพระโกศทำจากไม้แกะสลักทรงแปดเหลี่ยม หุ้มทองคำตลอดองค์ และมีฝายอดมงกุฎอันวิจิตรงดงาม เมื่อการสร้างแล้วเสร็จ พระองค์ทรงโปรดให้นำพระโกศทองใหญ่องค์นี้ตั้งถวายเพื่อทอดพระเนตร ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ต่อมาในปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระอาลัยยิ่งนัก และมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระโกศทองใหญ่เมื่อตั้งพระเบญจาในคราวออกพระเมรุ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระโกศทองใหญ่นี้ประกอบพระลองในบรรจุพระศพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ เป็นครั้งแรก นับแต่นั้น พระโกศทองใหญ่จึงกลายเป็นแบบแผนแห่งพระราชประเพณีที่ใช้สำหรับพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และพระศพของพระบรมวงศ์ ผู้ทรงได้รับพระราชทานพระอิสริยยศสูงสุด เช่น สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระยุพราช สมเด็จพระบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นพิเศษ

พระโกศทองใหญ่ องค์ที่ 2 สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ทรงสร้างถวายเมื่อ พ.ศ. 2443 เป็นพระโกศแปดเหลี่ยมยอดทรงมงกุฎ ทำจากไม้หุ้มทองคำประดับพลอยขาว โดยทั่วไปเชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพระลองเป็นการชั่วคราว แทนพระโกศทองใหญ่รัชกาลที่ 1 ซึ่งต้องเชิญออกไปขัดแต่งก่อนออกพระเมรุ ทำให้เรียกกันว่าพระโกศทองรองทรง ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวิจารณ์ว่า ควรเรียกพระโกศทองใหญ่เพราะมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างเพื่อใช้ทรงพระบรมศพ หรือพระศพเจ้านายที่มีศักดิ์สูงพร้อมกัน จึงมีศักดิ์เสมอด้วยพระโกศทองใหญ่รัชกาลที่ 1 เช่นกัน และใช้ทรงพระศพเจ้านายสืบมา เช่น พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 พระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และใช้ในการพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยประดิษฐานเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดลภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

พระโกศทองใหญ่องค์ที่ 3 สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 9 โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องด้วยพระโกศทองใหญ่รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5 ค่อนข้างชำรุดเพราะผ่านการใช้งานมาหลายคราวแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระโกศทองใหญ่ขึ้น เมื่อราว พ.ศ. 2543 นับเป็นพระโกศทองใหญ่องค์ที่ 3 ของกรุงรัตนโกสินทร์ มีลักษณะเป็นพระโกศแปดเหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ ทำจากไม้หุ้มทองคำ ประดับพลอยขาวทรวดทรง และลวดลายผสมผสานกันระหว่างพระโกศทองใหญ่รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5 ยอดพระโกศปักพุ่มดอกไม้เพชร ฝาพระโกศ ประดับดอกไม้ไหว ดอกไม้เพชร ปากพระโกศ ห้อยเฟื่องเพชร ระย้าเพชร อุบะดอกไม้เพชร เอวพระโกศ ปักดอกไม้เพชร ใช้ในการพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นครั้งแรก
พระโกศ และโกศ มีความสำคัญในพิธีศพของไทย โดยเฉพาะพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ พระศพ หรือศพบุคคลสำคัญ ขั้นตอนการนำศพเข้าสู่โกศ (ปัจจุบันไม่มีการนำศพเข้าสู่พระโกศแล้ว) การตั้งพระโกศ การเคลื่อนโกศ และการถวายเพลิง ล้วนเป็นพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อแสดงความเคารพ และเกียรติยศแก่ผู้ล่วงลับ โดยพระโกศทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อใช้ซ้ำในการพระราชพิธี ไม่ได้ถูกเผาพร้อมพระบรมศพหรือพระศพ โดยสามารถพระราชทานให้ใช้ประกอบพระบรมศพหรือพระศพของเจ้านายชั้นสูงอื่น ๆ ได้ตามฐานันดรศักดิ์ ซึ่งพระโกศถือเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้ตามประเพณี หลังจากพระราชพิธีเสร็จสิ้น พระโกศจะถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือหอสมบัติพระราชวัง เพื่อใช้ในโอกาสต่อไป โดยพระโกศแต่ละองค์จะถูกดูแลอย่างพิถีพิถัน ทั้งในด้านวัสดุ การบำรุงรักษา และการประดับสำหรับแต่ละพิธี
พระโกศและโกศ ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพและยกย่องผู้ล่วงลับในวัฒนธรรมไทย สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนทางสังคมและความสำคัญของพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ทั้งในด้านรูปแบบ วัสดุ และบทบาทในพิธีศพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งถือเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคารพสูงสุดต่อผู้วายชนม์



