เมื่อวันที่ 25 มี.ค. เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ เป็นวันที่ 2 ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีคุณสมบัติผู้นำประเทศ ขาดความรู้ความสามารถ วุฒิภาวะผู้นำ และไม่มีเจตจำนงรับใช้ประชาชน ทั้งที่วันนี้ประเทศไทยเต็มไปด้วยความท้าทาย และมีโจทย์ยากที่ต้องทำให้สำเร็จ ทั้งเศรษฐกิจ จีนเทา คอร์รัปชั่น แต่เรามีนายกฯ ที่ไม่มีคุณสมบัติของผู้นำประเทศ ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ และไม่มีเจตจำนงที่รับใช้ประชาชน นายกฯ ลอยตัวเหนือปัญหา อีกทั้งทุกคนรู้ว่า น.ส.แพทองธารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และไม่มีปัญญาสร้างความเชื่อมั่นให้สังคม ทั้งที่การสื่อสารเพื่อระงับความสับสนและให้ความกระจ่างแก่ประชาชนเป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไป
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ส่วนเวทีนานาชาติที่มีนักลงทุนจากต่างชาติเพื่อโน้มน้าวนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย นายกฯ สามารถแสดงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจได้ แต่เสียดายที่นายกฯ ตอบเหมือนไม่เข้าใจคำถาม ขณะที่โครงการซอฟต์พาวเวอร์ที่นายกฯ ไปไหนมาไหนก็มักบอกว่าตัวเองโปรโมตสินค้าไทย อยากทำผลิตภัณฑ์ของคนไทยมีมูลค่า ท่านต้องพูดยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ ไม่ใช่มองแค่ว่าใส่ผลิตภัณฑ์แล้วบอกว่านั่นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“ท่านเป็นนายกฯ ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ ท่านทำได้มากกว่านั้น พูดไปเลยว่ายุทธศาสตร์เป็นอย่างไร รัฐบาลจะส่งเสริมอย่างไร มีแผนการอย่างไร อะไรก็ว่าไป พูดให้มากกว่านี้ แต่นี่พูดบางเบา ปลิดปลิว ตื้นเขินเหลือเกิน” น.ส.ภคมน กล่าว
เรื่องวุฒิภาวะของนายกฯ ถ้าต้องการพิสูจน์ภาวะผู้นำอย่างมีวุฒิภาวะ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในตัวท่านให้ได้ ส่วนเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายกฯ มาบอกว่าก็โดนเหมือนกัน ท่านจะบอกทำไม เพราะประชาชนอยากรู้ว่านายกฯ แก้ปัญหาอย่างไร แต่กลายเป็นประชาชนต้องฟังเรื่องราวร้องทุกข์ของนายกฯ ซึ่งยังไม่รวมถึงเรื่องที่นายกฯ โพสต์รูปภาพสวมเสื้อสีสันสดใส แคปชั่นสวัสดีวันจันทร์ แต่ในขณะเดียวกันยังมีประชาชนเสียหายจากน้ำท่วมใน จ.เชียงราย และครั้งที่ไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.เชียงใหม่ ขณะที่ นายกฯ กำลังทำกิจกรรมไปสวนสัตว์และชอปปิงนั้น จิตสำนึกของท่านไม่กระซิบเลยหรือว่าประชาชนในภาคใต้กำลังเผชิญกับน้ำท่วมหนักในรอบ 37 ปี เขาจะรู้สึกอย่างไรที่นายกฯ มีภาพและสื่อสารออกไปอย่างเริงร่าขนาดนั้น จนสุดท้ายสื่อมวลชนก็ต้องไปถามนายกฯ ว่าทอดทิ้งประชาชนคนใต้หรือไม่ และนายกฯ ยืนยันว่าไม่ทอดทิ้งคนใต้ เพราะสามีเป็นคนใต้ ซึ่งมีวิธีสื่อสารมากมายที่ยืนยันว่านายกฯ ไม่ทอดทิ้งประชาชน แต่ท่านเลือกที่จะสื่อสารด้วยประโยคแบบนี้
ปรากฏว่า น.ส.ชนก จันทาทอง สส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วง ว่า คนอภิปรายวนเวียนซ้ำซาก เอาข่าว เอาคอมเมนต์มาอ่านและใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปเสริมแล้วตัดสิน จึงขอให้ผู้อภิปรายเข้าประเด็นว่านายกฯ ไม่เหมาะสมเช่นไร นายพิเชษฐ์ จึงวินิจฉัยและย้อนถาม น.ส.ภคมน ว่าประเด็นที่จะถามคืออะไร น.ส.ภคมนอยู่ในญัตติทั้งหมดหน้าท่านที่ระบุว่านายกฯ ขาดความรู้ความสามารถ สิ่งที่ตนพูดมามีสิ่งไหนบ้างที่นายกฯ มีความรู้ความสามารถ ให้แย้งมาเป็นข้อๆ ได้เลย แต่ก็ไม่มีใครในที่ประชุมโต้แย้ง
น.ส.ภคมน จึงอภิปรายต่อไปว่า เจตจำนงที่รับใช้ประชาชนทำไมตอนหาเสียงพูดอย่าง ตอนเป็นรัฐบาลพูดอีกอย่าง ลืมแล้วว่าตัวเองประกาศอะไรไว้ และในพรรคร่วมรัฐบาล ท่านได้เปรียบอย่างเดียวคือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คือท่านได้เป็นนายกฯ แต่อย่างอื่นเสียเปรียบ จึงกลายเป็นว่าเจตจำนงเพื่อประชาชนวันนี้ไม่เหลืออะไรเลย มีเพื่อพวกพ้องอย่างเดียว ส่วนเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประชาชนเป็นเหยื่อแทบทุกวัน จนกระทั่งประเทศจีนแทบทนไม่ไหว กดดันทางการไทยและทางเมียนมาให้แก้ไขจุดนี้ ถ้าจีนไม่กดดันเรา จะมีเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ สรุปแล้วว่านี่คือเจตจำนงอันแรงกล้าของนายกฯ ไทยหรือของผู้นำจีนกันแน่ ส่วนกรณีตากใบ ในวันสุดท้ายก่อนคดีหมดอายุความ สิ่งที่นายกฯ ทำคือตีหน้าเศร้าและกล่าวคำขอโทษต่อผู้สูญเสีย ซึ่งเป็นคำขอโทษที่ไร้ค่าและไร้ความหมาย นี่คือความอัปยศของคนไทยที่มีนายกฯ ที่ขาดเจตจำนงในการคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

“ประชาธิปไตยกำลังถูกย่ำยีให้อ่อนแอและไร้เกียรติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นโครงสร้างการเมืองไทยว่าหากคุณมีอำนาจต่อรองมากพอ คุณจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติเลยก็ได้ และหากคุณต้องการดันให้ลูกสาวของคุณเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อทดลองบริหารประเทศ แม้จะเจ๊งก็ไม่เป็นไร หากคุณมีอำนาจต่อรองมากพอในการดีลแลกประเทศไทย โดยไม่สนใจหัวของประชาชนเลยก็ได้” น.ส.ภคมน กล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า ในระยะเวลา 7 เดือนที่ น.ส.แพทองธารดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้อะไรไปเยอะ ทั้งการพาพ่อกลับบ้าน ได้โปรไฟล์ ได้ยกระดับสถานะทางสังคมให้ตัวเองสูงขึ้น แต่ประชาชนเสียโอกาสที่จะมีผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า เสียภาพลักษณ์ของประเทศต่อนานาชาติ เสียโอกาสที่จะได้ทวงคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตในคดีตากใบ เสียจุดยืนในหลักการสากล เสียโอกาสที่จะได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสียโอกาสที่จะได้เห็นว่ารัฐบาลพลเรือนมีน้ำยากว่ารัฐบาลทหาร ทั้งหมดเพียงเพราะ น.ส.แพทองธารไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ และไม่มีเจตจำนงที่จะรับใช้ประชาชน แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้อาจไม่ได้จบลงด้วยการให้ น.ส.แพทองธารหลุดจากตำแหน่งนายกฯ หรือท่านอาจจะไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ
“แต่ถ้ามีจิตสำนึกอยู่บ้าง ลองนึกถึงหัวอกของคนที่มีลูกเล็กที่ต้องเติบโตในสังคมนี้ที่การศึกษากำลังถดถอย ท่านลองนึกถึงอนาคตคนทำงานที่เขาไม่มีโอกาสยกสถานะทางสังคม โอกาสของประชาชน และโอกาสของประเทศไทยแลกกับการที่ น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯ แลกกับความต้องการของครอบครัวเดียว ขณะที่คนไม่รู้อีกกี่สิบล้านคนต้องเสียความหวังในชีวิต พรรคเพื่อไทยมาจุดที่หักหลังประชาชนขนาดนี้ได้อย่างไร ตนจึงไม่อาจไว้วางใจให้ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ได้แม้แต่วินาทีเดียว“ น.ส.ภคมน กล่าว



