เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการขับเคลื่อนนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime ในการประเด็นการจัดซื้ออุปกรณ์เสริมการเรียนการสอนของครูและนักเรียน แบ่งออกเป็น 5 โครงการ คือ 1.โครงการประกวดราคาเช่าอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียน สังกัด สพฐ. วงเงิน 14,655,316,800 บาท 2.โครงการประกวดราคาเช่าใช้ระบบคลาวด์ วงเงิน 2,800,158,000 บาท 3.โครงการประกวดราคาซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปพร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แห่งชาติโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน ระยะที่ 2 วงเงิน 1,330,085,600 บาท 4.โครงการประกวดราคาจ้างเหมาบริการจัดหานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ ระยะที่ 2 วงเงิน 237,050,000 บาท และ 5.โครงการประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการจัดหานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ระยะที่ 2 วงเงิน 195,625,000 บาท

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ 5 โครงการดังกล่าว เป็นการจัดทำข้อกำหนดการจัดซื้อจ้างหรือ ทีโออาร์ ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยขณะนี้ได้ประกาศบนเว็บไซต์ของ สพฐ. เพื่อทำประชาพิจารณ์ต่อไป เนื่องจากโครงการเหล่านี้ถือเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง โดย สพฐ. จำเป็นจะต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้ทุกโครงการโปร่งใสและตรวจสอบได้ อีกทั้งจะต้องเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนและเกิดประโยชน์ต่อทางราชการด้วย

“ในการประชุมดังกล่าว ผมได้ย้ำถึงการรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ประเภทห้องเรียนปกติ ปี 2568 ซึ่งจะมีการจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 29-30 มี.ค. นี้ ดังนั้นฝากแจ้งถึงผู้ปกครองนักเรียนทุกคน หากพลาดหวังในโรงเรียนดังก็ไม่ต้องกังวล สพฐ. มีโรงเรียนรองรับอย่างพอเพียง ขอให้ไปแจ้งความจำนงได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ทั่วประเทศ จะจัดสรรที่เรียนให้ และขอยืนยันว่าเด็กจะมีที่นั่งเรียนครบทุกคน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว