เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นักนโยบายสาธารณะ และสิทธิมนุษยชน หรือ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีสิทธิการให้ฮอร์โมนกลุ่มข้ามเพศ ว่า ถ้าเราใช้เกณฑ์ว่า “ไม่ให้ก็ไม่ตาย” เราจะตัดบริการสุขภาพจิต การป้องกันโรค การคุมกำเนิด การฟื้นฟูสมรรถภาพ และวัคซีนหลายตัวออกด้วยหรือไม่? มี สว. ที่ตั้งคำถามต่อการเพิ่มยาฮอร์โมนข้ามเพศเข้าสู่สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งตนคิดว่ามีคำถามสำคัญที่ควรชวนกันคิดต่อ คือรัฐควรใช้หลักอะไรในการตัดสินใจลงทุนด้านสุขภาพ เป็นเรื่องจริงที่งบประมาณมีจำกัด และรัฐต้องเลือกว่าจะใช้งบกับอะไร

แต่ถ้าเกณฑ์คือ “สิ่งที่ไม่ให้แล้วไม่ตาย” ระบบสุขภาพของเราอาจต้องตัดบริการอีกจำนวนมากออกไป เพราะเป้าหมายของระบบสุขภาพไม่ได้มีแค่การรักษาชีวิต แต่รวมถึงการทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต เรียน ทำงาน และมีศักยภาพได้อย่างเต็มที่ หากมองผ่านแนวคิด “ทุนมนุษย์ (Human Capital)” งบประมาณสุขภาพไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนรัฐอาจจ่ายเงินวันนี้ แต่ลดต้นทุนในอนาคตได้ ทั้งค่าใช้จ่ายจากภาวะแทรกซ้อน ปัญหาสุขภาพจิต การหลุดออกจากระบบการศึกษา การว่างงาน และการสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน

ในกรณีของคนข้ามเพศ คำถามจึงไม่ควรเป็นเพียง “จะตายไหมถ้าไม่ได้” แต่ควรถามว่า หากรัฐออกแบบระบบบริการที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ จะช่วยลดต้นทุนอะไรในอนาคตบ้าง เช่น ลดการใช้ฮอร์โมนที่ไม่ได้มาตรฐาน ลดภาวะแทรกซ้อน ลดปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มการเข้าถึงระบบสุขภาพ และเพิ่มโอกาสในการเรียนและการทำงาน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การบำบัดด้วยฮอร์โมนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนข้ามเพศอยู่แล้ว ระบบสุขภาพใช้ฮอร์โมนในการดูแลคนหลายกลุ่ม เช่น การรักษาภาวะฮอร์โมนผิดปกติ การใช้ฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การรักษาภาวะขาดฮอร์โมนในผู้ชาย การคุมกำเนิด การรักษาภาวะมีบุตรยาก และโรคในระบบต่อมไร้ท่อ สิ่งที่รัฐพิจารณาจึงไม่ใช่ว่าเป็น “ฮอร์โมน” หรือไม่ แต่คือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่

ท้ายที่สุด คำถามอาจไม่ใช่ว่า “ประเทศเรารวยพอหรือยัง” แต่คือ “เรากำลังออกแบบระบบสุขภาพแบบไหน” ระบบที่รอรักษาเมื่อคนป่วยหนักแล้ว หรือระบบที่ลงทุนตั้งแต่ต้นเพื่อลดต้นทุนในอนาคต “เพราะสุขภาพไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนในมนุษย์ และมนุษย์คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ” ธัญวัจน์ กล่าว