สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันจะขึ้นภาษีรถยนต์ที่ผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ ในอัตราอีก 25% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. ที่จะถึง แต่จะเริ่มเก็บภาษีจริง เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น
ส่วนการเก็บภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ในอัตราเท่ากัน จะมีผลในเดือน พ.ค. และบังคับใช้ “เป็นการถาวร” เพื่อเพิ่มรายได้และลดภาระหนี้ของสหรัฐ
ปัจจุบัน ประมาณ 50% ของรถยนต์ที่จำหน่ายในสหรัฐ เป็นสินค้าซึ่งประกอบภายในประเทศ ในส่วนของรถยนต์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้น ครึ่งหนึ่งมาจากแคนาดาและเม็กซิโก ส่วนที่เหลือมาจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี ซึ่งล้วนเป็นประเทศพันธมิตรและคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ จึงมีการวิเคราะห์ว่า มาตรการภาษีครั้งนี้ จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ กับกลุ่มประเทศเหล่านี้
ก่อนหน้านี้ สมาคมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์แห่งชาติของเม็กซิโก (ไอเอ็นเอ) ซึ่งมีสมาชิกเป็นโรงงานประกอบชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 700 แห่งในประเทศ ออกแถลงการณ์ว่า มาตรการกำแพงภาษี 25% ของสหรัฐ จะทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงราคาชิ้นส่วนและอะไหล่ต้องสูงขึ้นเช่นกัน
.@POTUS: "What we're going to be doing is a 25% tariff on all cars that are not made in the United States… business is coming back to the United States so that they don't have to pay tariffs… This will continue to spur growth like you haven't seen before." pic.twitter.com/GaMESdhpmE
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) March 26, 2025
ทั้งนี้ ไอเอ็นเออธิบายว่า การประกอบรถยนต์ของอเมริกาเหนือ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศ คือ สหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา ตามกรอบความร่วมมือการค้าไตรภาคีระหว่างสามประเทศ ในชื่อ “ยูเอสเอ็มซีเอ” โดยต้องมีการลำเลียงชิ้นส่วนเดินทางข้ามพรมแดนสูงสุด 8 รอบ กว่าจะได้รถยนต์คันหนึ่งออกมา
ดังนั้น มาตรการกำแพงภาษีของรัฐบาลทรัมป์ อาจส่งผลให้รถยนต์ที่จำหน่ายในสหรัฐ มีราคาแพงขึ้นเฉลี่ยคันละ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 102,029.99 บาท)
เมื่อไม่นานมานี้ นายจิม ฟาร์ลีย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของฟอร์ด มอเตอร์ ออกมาแสดงความไม่พอใจ ที่ผู้นำสหรัฐขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลก ในอัตรา 25% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา และเตือนว่า จะส่งผลกระทบต่อการบูรณาการของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะแคนาดาและเม็กซิโก.
เครดิตภาพ : AFP



