“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถาม ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เพื่อขยายมุมมองผลการบังคับใช้ ไปจนถึงเกณฑ์แบ่งความรุนแรงของพฤติกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจมีข้อสงสัย “รุนแรงแค่ไหน” เข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 5 ฐานทรมานต่อร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง หรือ มาตรา 6 ฐานย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดร.น้ำแท้ เริ่มต้นชี้ความแตกต่างระหว่างมาตรา 5 และมาตรา 6 ซึ่งเป็นมาตราสำคัญของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เพื่อพิจารณาเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐว่า มาตรา 5 ฐานความผิดเกี่ยวกับการทรมาน ตามสาระกฎหมายระบุ “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวด หรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด”

คำว่า “กระทำด้วยประการใด” หมายความว่าไม่จำกัดวิธีการ แต่ต้องมี “มูลเหตุ” จูงใจ ซึ่งมีเจตนาประกอบ 4 ประการ อาจเป็นส่วนใดก็ได้ อาทิ 1.เพื่อให้บุคคลรับสารภาพ 2.เพื่อลงโทษบุคคล เช่น กรณีที่อยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรืออยู่ในค่าย 3.เพื่อการข่มขู่ และ4.เพื่อเลือกปฏิบัติ อาจเป็นการเลือกปฏิบัติในด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ภาษา สีผิว เป็นต้น

หากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำด้วยมูลเหตุจาก 4 ประการดังกล่าว แล้วเป็นเหตุให้บุคคลเกิดความเจ็บปวด ผลที่เกิดขึ้นต้องร้ายแรงต่อร่างกายและจิตใจ

ส่วน มาตรา 6 ฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ระบุไว้ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

หากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำไม่ร้ายแรง และไม่มีมูลเหตุจูงใจจาก 4 ประการดังกล่าว ก็จะเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 6

“อย่างไรก็ตาม การกระทำใดที่เป็นการทรมานคน ล้วนเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมทั้งสิ้น แม้พฤติการณ์อาจไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 แต่ก็จะเข้าองค์ประกอบมาตรา 6 อยู่ดี”

สำหรับอัตราโทษ ตามมาตรา 5 มีระวางโทษ “หนักกว่า” มาตรา 6 โดยมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน มาตรา 5 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-300,000 บาท

อย่างไรก็ตาม หากการกระทำเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับ “อันตรายสาหัส” ต้องระหวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-25 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท แต่หากการกระทำเป็นเหตุให้ “ถึงแก่ความตาย” ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 300,000-1,000,000 บาท

ดร.น้ำแท้ อธิบายถึงพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดมาตรา 5 และมาตรา 6 ค่อนข้างใกล้เคียงกัน แตกต่างที่ “ระดับความรุนแรง” ในการกระทำ ยกตัวอย่าง พฤติกรรมนายเอ (เจ้าหน้าที่รัฐ) ก่อเหตุเตะจานข้าวนายบี (ผู้อยู่ภายใต้การควบคุม) ขณะรับประทานอาหาร จนอาหารหกเรี่ยราดกับพื้น

เช่นนี้เข้าข่ายมาตรา 6 เพราะเป็นการทำให้นายบีไม่ได้รับประทานอาหารอย่างที่ควรได้รับ แต่ถ้านายเอยังมีพฤติกรรมคอยเตะจานข้าวนายบีทุกวัน จนทำให้นายบีมีอาการวิตกกังวล เครียด ซึมเศร้า แพนิค เช่นนี้จะเข้าข่ายมาตรา 5 เพราะอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้น คือ ความร้ายแรงที่ส่งผลต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำ

เมื่อถามถึงหลักการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของพนักงานสอบสวนในการพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่รัฐรายนั้นๆ มีความผิดตามมาตรา 5 หรือมาตรา 6 ดร.น้ำแท้ ระบุ ตามกระบวนการของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนปากคำ และรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นก็จะมีหน้าที่เสนอความเห็นทางคดีไปยังพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน จากนั้นอัยการสำนักงานการสอบสวน และตำรวจจะสรุปสำนวนพร้อมความเห็นทางคดีส่งอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เพื่อสั่งคดีไปยังศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

ทั้งนี้ การที่พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นรายใดกระทำผิดตามมาตรา 5 หรือมาตรา 6 จะดูจากพฤติการณ์เป็นหลักว่าการกระทำนั้นๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ถูกควบคุม มีมูลเหตุจูงใจอย่างไร หรือไม่ ซึ่งหากไม่ได้มีการกระทำที่มีสาเหตุจูงใจมาจาก 4 ประการ หรือที่เรียกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ก็จะเข้าข่ายมาตรา 6

ดร.น้ำแท้ วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงบทบาทพนักงานอัยการ โดยเฉพาะการถ่วงดุลการทำสำนวนของพนักงานสอบสวนว่า พนักงานอัยการตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ คือ อัยการที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้มากำกับสำนวนการสอบสวน ซึ่งพนักงานอัยการที่มาร่วมกำกับการสอบสวน ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เป็นอัยการจากสำนักงานการสอบสวน โดยอัยการจะร่วมด้วยตั้งแต่ขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน จนตั้งข้อกล่าวหา

ดังนั้น จึงไม่เกิดเหตุการณ์ “สั่งไม่ฟ้อง” เนื่องจากการออกแบบกฎหมาย มักออกแบบให้คนที่จะดำเนินคดีและพิสูจน์ความผิดในศาล ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนรอบด้านทุกมิติ ต้องการพิสูจน์ประเด็นใดก็ต้องสอบสวนให้เพียงพอ และต้องนำมาให้ครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม มองว่าตามโครงสร้างองค์กรอัยการ ผู้ที่สอบสวนคดีความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ควรต้องเป็นคนเดียวกับที่สั่งฟ้องและดำเนินคดี ไม่ควรแยกเรื่องการสอบสวนและการดำเนินคดีเป็นคนละคนกัน

“มิเช่นนั้นมันจะกลายเป็นลักษณะที่ว่าอัยการสอบสวนเป็นคนหนึ่ง ส่วนอัยการที่จะสั่งคดีไปยังศาลก็เป็นอีกคนหนึ่ง ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องกันและเกิดความล่าช้าในการสั่งฟ้องคดีในชั้นอัยการ เพราะอัยการที่เป็นผู้สอบสวนจะรู้ว่าบุคคลที่ได้ไปสอบสวนปากคำมานั้น มีพิรุธอย่างไรหรือไม่ สถานที่เกิดเหตุของจริงเป็นอย่างไร สภาพการต่อสู้ การกระทำมันเป็นอย่างไร”

ดร.น้ำแท้ ระบุ โดยเฉพาะการนำพยานเข้าสืบในชั้นศาลจะทำให้อัยการผู้ที่สอบสวนเองเห็นภาพทั้งหมดในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าทางฝั่งจำเลยจะใช้ข้อต่อสู้อย่างไร อัยการจะรู้หมด อุดช่องโหว่การต่อสู้ได้ จะทำให้อัยการได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในการสืบพิสูจน์ความผิด เพราะตำรวจไม่ได้มีหน้าที่สืบพิสูจน์ความผิด แต่มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัยการในการรวบรวมพยานหลักฐาน

ซึ่งเมื่อสรุปสำนวนความเห็นทางคดีไปยังอัยการคดีทุจริตฯ อัยการคดีทุจริตฯจะต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ และดูสำนวนทั้งหมด ดังนั้น ตนมองว่าภายในสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต หรือภายในสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค ควรจะมีอัยการที่ทำหน้าที่สอบสวนด้วยตัวเอง แล้วสั่งฟ้องศาลตามขั้นตอน

“มันคือปัญหาการแบ่งหน่วยงานภายในองค์กรอัยการ ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ว่าคนที่สอบสวนควรจะเป็นคนเดียวกับคนที่พิสูจน์ความผิดนั้นเองในศาล หากแบ่งเช่นนั้นจะทำให้งานเกิดความคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ”

ดร.น้ำแท้ กล่าวว่า ในบรรดาคดีความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ใน 1 คดีอาจมีผู้กระทำความผิดทั้ง 3 มาตรา คือ มาตรา 5 มาตรา 6 และมาตรา 7 เพราะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ ยกตัวอย่าง นายเอ (เจ้าพนักงาน/เจ้าหน้าที่) ก่อเหตุอุ้มนายบี (ประชาชนทั่วไป) ขึ้นรถ โดยไม่แจ้งการควบคุมตัวต่อฝ่ายปกครองและพนักงานอัยการรับทราบ จะเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 7 และหากมีการอุ้มขึ้นรถแล้วนำตัวไปไว้ยังเซฟเฮาส์ จากนั้นเริ่มกระบวนการเอาน้ำหยดใส่ศรีษะ หรือนำปัสสาวะราด เช่นนี้จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 6

ทั้งนี้ หากยังไม่พอใจ มีการนำนายบีไปเค้นทรมานให้รับสารภาพ เช่น บีบนิ้ว หักนิ้ว จนนิ้วห้อเลือดจะหัก บีบขมับ ก็จะเข้าข่ายความผิดมาตรา 5 เพราะเป็นการกระทำทรมานอันเจ็บปวด ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง จึงเป็นพฤติการณ์ที่จำแนกได้ว่ากระทำผิดครบทั้ง 3 มาตรา

ดร.น้ำแท้ วิเคราะห์คดีนายปัญญา คงแสนคำ หรือ ลุงเปี๊ยก ซึ่งพนักงานอัยการและดีเอสไอสั่งฟ้อง 8 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ ในความผิดตามมาตรา 157 มาตรา 6 และมาตรา 7 แต่เหตุไม่เข้าข่ายเป็นความผิดมาตรา 5 ว่า เนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งให้ลุงเปี๊ยกถอดเสื้อแล้วลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เย็นลงนั้น ยังไม่ได้ทำให้ลุงเปี๊ยกเกิดอาการเจ็บป่วยเป็นไข้หวัด จึงทำให้พนักงานสอบสวนอาจมองว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 6

“อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ามนุษย์เราไม่ควรถูกใครจับถอดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแล้วให้นั่งตากแอร์ เพราะมันเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม”

ดร.น้ำแท้ สะท้อนสถานการณ์ของผู้ที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะภายหลัง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ บังคับใช้มาครบ 2 ปีนั้น ในทางปฏิบัติเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าพนักงานอัยการที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย ไม่กล้าจับใครส่งเดช

เพราะทุกวันนี้การจับต้องเป็นเป็นคดีทั้งหมด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งการจับกุมไปยังพนักงานฝ่ายปกครอง และอัยการในท้องที่เพื่อรับทราบตามมาตรา 22 แห่งของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

ดังนั้น หากมีการจับกุมแล้วนำตัวผู้ต้องหาไปรีดทรัพย์ ก็จะเป็นการเปิดโปงได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้มีการกระทำทรมานอะไรบ้างแก่ผู้ถูกจับกุม มองว่าประชาชนได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และปลอดภัยจากโจรในเครื่องแบบ

“ตอนนี้เจ้าหน้าที่ที่จับกุมหน้างานแล้วจะเอาตัวใครไปคลุมถุง ไปรีดทรัพย์ ก็ไม่กล้าทำกันแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่เองไม่สามารถมีอำนาจในการทำลายหลักฐานใด ๆ ซึ่งในทางปฏิบัติถือเป็นผลดีอย่างมากแก่ประชาชน เพราะหากเกิดการทรมาน รีดทรัพย์ขึ้น หรือเป็นการจับกุมโดยมิชอบ จะไม่ใช่หน่วยงานเดียวกันเองที่เป็นผู้ตรวจสอบ เพราะตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กำหนดให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน” ดร.น้ำแท้ ทิ้งท้าย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน