จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ “ดำ กทม. (กลางทุ่งมหาสารคาม)” ได้โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิด พร้อมกับระบุข้อความว่า “รับแจ้งเบาะแส เหตุเกิดเขต ต.กลางใหญ่ บ้านผือ อุดร ก่อเหตุต่อเนื่อง คนในภาพญาติใคร หรือใครรู้จัก แจ้งมาก่อนมันจะเป็นปุ๋ย #อยากจบแบบไหนเลือกได้ #ทักส่วนตัวมาได้เลย” เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 33/3 บ้านนาสีดา หมู่ 3 ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เมื่อเวลา 00.58 น. วันที่ 26 มีนาคม 2568 ซึ่งบ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านพักของ พ.ต.ท.ดำรงค์ หีบแก้ว สว.สส.สภ.บ้านผือ หลังโพสต์คลิปได้มีชาวโซเชียลได้มาแสดงความคิดเห็นถึงพฤติกรรมของคนร้าย ที่ช่างกล้าเข้าไปล้วงคองูเห่า
โดยกล้องวงจรปิดพบคนร้ายเป็นชาย อายุประมาณ 35-40 ปี รูปร่างท้วม สูงประมาณ 165 ซม. สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ผ้าและถุงน่องคลุมศีรษะ เดินมาจากทางด้านหลังบ้าน ในมือด้านขวาถือมีดพร้ายาวประมาณ 60 ซม. ส่วนมือด้านซ้ายถือไฟฉาย ส่องหาทรัพย์สินที่มีค่า ก่อนเดินไปใช้มีดพร้าพยายามงัดประตูไม้เนื้อแข็งข้างบ้านทั้ง 2 ฝั่งของตัวบ้าน แต่ไม่สามารถงัดเข้าไปได้ จึงเดินวนเวียนอยู่บริเวณครัวหลังบ้านประมาณ 20 นาที

ก่อนที่คนร้ายจะเห็นกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่เสาครัวหลังบ้าน จึงตรงเข้าทำลายหลักฐาน โดยใช้มือบิดกล้องและใช้มีดตัดสายสัญญาณ เพื่อขโมยเอากล้องวงจรปิดไป แต่หารู้ไม่ว่าเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ภายในบ้าน บันทึกพฤติกรรมไว้เป็นหลักฐานทั้งหมดแล้ว หลังเกิดเหตุเจ้าของบ้านได้นำหลักฐานคลิปกล้องวงจรปิด เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.กลางใหญ่ ไว้แล้ว พร้อมกับส่งมีดทำครัวที่คนร้ายจับต้อง ส่งตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดอุดรธานี เพื่อตรวจหา DNA และประวัติอาชญากรรมของคนร้าย เพื่อเป็นแนวทางและหลักฐานในการติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมา เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 68 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เลขที่ 33/3 หมู่ 3 บ้านนาสีดา ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พบกับ พ.ต.ท.ดำรงค์ ซึ่งได้นำผู้สื่อข่าวตรวจสอบรอบบริเวณบ้าน พบเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ มีรั้วรอบขอบชิด มีกล้องวงจรปิด 8 ตัว แต่กล้องตัวที่สามารถบันทึกภาพคนร้ายไว้ได้อย่างชัดเจน และถูกคนร้ายขโมยเอาไป เพื่อหวังทำลายหลักฐาน ซึ่งคนร้ายน่าจะวางแผนหลังจากมาดูลาดเลาก่อนลงมือ เนื่องจากคนร้ายปีนกำแพงหลังบ้านเข้ามาก่อเหตุ เพราะด้านหน้าและด้านข้างของตัวบ้าน มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ 5-6 ตัว
แต่คนร้ายคงไม่รู้ว่ามีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่เสาหลังคาครัวบริเวณหลังบ้าน ขณะเกิดเหตุ พ.ต.ท.ดำรงค์ เดินทางไปรับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่ กทม. โดยมีภรรยา และลูกสาววัย 3 ขวบ อยู่ภายในบ้านตามลำพัง หากคนร้ายสามารถงัดบ้านเข้าไปได้ คาดว่าคงเกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิต เนื่องจากคนร้ายมีอาวุธมีดพร้าด้ามยาวติดมือมาด้วย โชคดีที่ประตูทำมาจากไม้เนื้อแข็ง คนร้ายจึงไม่สามารถงัดเข้าไปภายในบ้านได้สำเร็จ

พ.ต.ท.ดำรงค์ เปิดเผยว่า คนร้ายเป็นชายรูปร่างท้วม สูงไม่เกิน 160-165 ซม. ตามกล้องวงจรปิด สวมเสื้อแขนยาว กางเกงวอร์มขายาว มีมีดพร้าด้ามยาวเป็นอาวุธ ใช้ผ้าคลุมศีรษะ แล้วคลุมด้วยถุงน่องทับอีกที ตามกล้องวงจรปิดคนร้ายปีนกำแพงเข้ามาทางหลังบ้าน แล้วก็เดินไปทั่วบ้าน เพื่อหาจุดที่จะสามารถเข้าไปในบ้านได้ แต่ด้วยความที่ประตูหน้าต่างบ้านแข็งแรง จึงงัดเข้าไปไม่ได้ ส่วนกล้องวงจรปิดที่บ้านมีทั้งหมด 8 ตัว พอคนร้ายเข้ามาในบริเวณบ้าน เข้าก็ปฏิบัติการด้วยความใจเย็น พอเข้าจุดนี้ไม่ได้ก็พยายามจะไปเข้าจุดอื่น แล้วก็เดินวนดูประตูและหน้าต่างว่ามีกี่ด้าน พอเข้าไม่ได้ก็เดินมาอีกรอบ พอเห็นกล้องวงจรปิด ก็ตกใจ ก็รีบไปบิดกล้องวงจรปิด เพื่อทำลายหลักฐาน แต่ไฟล์ทั้งหมดได้บันทึกไว้ในเซิร์ฟเวอร์ภายในบ้านแล้ว
”วันที่เกิดเหตุ ผมเดินทางไปรับผู้ต้องหาตามหมายจับที่กรุงเทพฯ ที่บ้านก็มีภรรยาและลูก จากที่คนร้ายถืออาวุธมีดยาว ถ้าไม่ใช่เฉพาะบ้านผม หรือเป็นบ้านหลังอื่นที่เข้าไปก่อเหตุ เชื่อว่าหากเจ้าบ้านตื่นขึ้นไปเจอ อาจจะมีการทำร้ายร่างกาย ได้รับบาดเจ็บ หรือโชคร้ายอาจจะสูญเสียชีวิตได้ เพราะคนร้ายถืออาวุธมีดยาว คิดว่าคนร้ายคงไม่ทราบว่าเป็นบ้านของผมเอง ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคิดว่าหากเขารู้คงไม่กล้าเข้ามาก่อเหตุ” สว.สส. กล่าว
พ.ต.ท.ดำรงค์ เผยต่อว่า ไม่เคยคิดเลยว่าจะเจอเหตุการณ์อย่างนี้ และตนคิดถึงการป้องกันจากโจรงัดแงะมากกว่า เราจะใช้การป้องกันโดยกล้องวงจรปิด และที่บ้านหน้าต่างประตูก็จะมีเหล็กดัดอีกชั้นหนึ่ง เพราะเราทำงานออกเหตุมาเยอะ เกี่ยวกับคดีอาชญากรรม และขโมยทรัพย์สิน เราก็จะเห็นจุดอ่อนว่า คนร้ายจะเข้าตรงไหน เลยนำสิ่งที่เรารู้มาป้องกันที่บ้าน และคิดว่าคนร้ายคงไม่รู้ว่า ที่ครัวมีกล้องวงจรปิด คงดูลาดเลาก่อนลงมือก่อเหตุ ซึ่งก่อนหน้าที่คนร้ายจะมางัดบ้านของตน มีการงัดเข้าบ้านหลังอื่นที่อยู่ภายในหมู่บ้านมาแล้ว 2 หลัง แต่ไม่ได้ทรัพย์สินอะไรไป บ้านตนเป็นหลังที่ 3 และต่อด้วยหลังที่ 4 ก็ไม่ได้ของมีค่าอะไรไป ส่วนหลังที่ 5 คนร้ายได้เงินสดไป 4 พันบาท ที่ผู้เสียหายใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงแขวนไว้บนผนังภายในบ้าน จากการสอบถามผู้เสียหายทั้งหมด ทราบว่าคนร้ายเข้ามาจากทางหลังบ้านเหมือนกัน หลังเกิดเหตุก็พากันไปแจ้งความที่ สภ.กลางใหญ่ ไว้แล้ว และร้อยเวรเจ้าของคดี ก็ได้เดินทางออกมาตรวจสอบ และเก็บมีดทำครัวที่บ้านตน ส่งไปตรวจสอบ DNA แล้ว เพราะเห็นคนร้ายในกล้องวงจรปิดจับอาวุธมีดทำครัวภายในครัวที่บ้านของตน
พ.ต.ท.ดำรงค์ เผยอีกว่า ฝากถึงคนร้ายให้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ ไปทำมาหากินแบบสุจริตดีกว่า ตอนนี้สำหรับสิ่งที่คุณทำพลาดไปแล้วนั้น ผมไม่ได้ให้อภัยคุณ แต่ผมจะตามคุณ ตอนนี้ผมทราบแล้วว่าคุณอยู่เครือข่ายในการลักขโมย และได้ประสานข้อมูลจากทางต่างจังหวัดใกล้เคียงแล้ว ซึ่งมีคนให้ข้อมูลผมมาแล้วว่า คุณเป็นคนที่ก่อเหตุในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสาน ซึ่งเรากำลังปะติดปะต่อข้อมูลกับจังหวัดใกล้เคียงที่ส่งข้อมูลมาให้ คุณช่างกล้ามาล้วงคองูเขียวหางไหม้อย่างผม ถ้าผมจับคุณได้ผมก็อาจจะกลายเป็นงูเห่า และฝากบอกอีกนิดนึง ให้คุณเอากล้องวงจรปิดมาคืนหรือซื้อใหม่มาคืนให้ผมด้วย และหากจับได้คงได้คืน หรือคนร้ายอาจจะทิ้งไว้แถวนี้ก็เป็นไปได้
“สุดท้ายนี้ก็ฝากถึงพี่น้องประชาชน ทุกวันนี้คนร้ายมันไม่เลือกบ้านว่าจะเป็นบ้านตำรวจ ทหาร ซึ่งตามที่ผมทำงานมา บ้านที่ฐานะดูดีก็จะตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งมากกว่า ในเรื่องของทรัพย์สิน เพราะคนร้ายน่าจะมองว่าบ้านหลังนี้อาจจะมีทรัพย์สินมาก และฝากถึงพ่อแม่พี่น้องในเรื่องการป้องกัน สิ่งที่ดีที่สุดอันดับหนึ่งคือเพื่อนบ้าน และกล้องวงจรปิด ซึ่งเดี๋ยวนี้ราคามันไม่ได้แพง และจับต้องได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการป้องกันที่ดีมาก สังเกตจากบ้านผม คนร้ายใช้เวลาอยู่ที่บ้านผม 15 นาที หลังจากที่เขาเห็นกล้องวงจรปิด ก็รีบเผ่นหนี ถ้าไม่เห็นกล้องเขาต้องใช้เวลามากกว่านี้ จนกว่าจะเข้าไปภายในบ้านได้ หากเข้าไปบ้านได้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรกับลูกเมียของผม” สารวัตรดำรงค์ กล่าวทิ้งท้าย.



