
เราจะเจอความเสี่ยงอะไรบ้าง
1 ความเสี่ยงทางกายภาพสุดขั้ว เมืองใดไม่มีแผนรองรับความเสี่ยงจากภูมิอากาศ ไม่ปรับตัวให้เป็นเมิองสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เมืองนั้นต้องพบกับ “มหันตภัยน้ำ” กทม. เป็นเมือง “น้ำท่วมแบบผสมผสานซ้ำซาก” น้ำฝนในเมืองล้นรอระบาย น้ำเหนือหลากมาถึง และน้ำทะเลหนุนสูง คงต้องสวดมนต์ทุกปีไม่ให้ “3 น้ำมาพร้อมกัน”
นอกจากนั้นยังต้องเฝ้าระวังเรื่อง พื้นดินทรุดตัว ซึ่งเราไม่เคยทราบเลยว่าดินอ่อนใต้ถนนที่หายไปจากการดูดน้ำบาดาล และขุดอุโมงค์ใต้ดิน มีโพรงอยู่ที่ไหนบ้าง แผ่นดินจะทรุดวันไหน
ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นแบบถาวร เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายผิดปกติ ในไม่ช้าพื้นที่ชุมชนติดน้ำจะถูกน้ำท่วมถาวร พื้นที่เกาะความร้อนกลางเมือง Urban Heat Island จะขยายตัว ด้วยเมืองที่เป็นป่าคอนกรีต อาคารดูดเก็บความร้อนไว้ แถมปล่อยความร้อนเพิ่มขึ้นจากคอมเพรสเซอร์แอร์ บวกกับเมืองที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่และพื้นที่สีเขียวเพียงพอ จะทำให้เมืองสะสมความร้อนจัด สร้างหายนะได้ทุกเมื่อ
2 ความเสี่ยงกระทบความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม ในเมืองใหญ่กลุ่มผู้คนที่เปราะบาง คนยากจนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด พวกเขาแทบไม่สามารถเอาตัวรอดได้เลย เมื่อภัยมาถึง ไม่สามารถรับมือกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ไม่สามารถเข้าถึงระบบป้องกันน้ำท่วม รับมือความเสียหายไม่ไหว รวมถึงถ้าภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทั้งน้ำมาก และน้ำน้อย เกษตรกรรอบเมืองใหญ่จะไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอ ห่วงโซ่อาหารของคนเมืองก็จะล่มสลาย เกิดความอดอยากขาดแคลน อาหารราคาแพง คนจนเมืองจะมีหนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงจนล้มละลาย
3 ความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน ในช่วงการเปลี่ยนแปลงเมืองเดิมให้เป็นเมืองยั่งยืน เมืองคาร์บอนต่ำ จะเกิดความขัดแย้งของผู้เสียผลประโยชน์ และผู้ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเสี่ยงต่อความขัดแย้ง เกิดความรุนแรง
4 ความเสี่ยงต่อสุขภาวะ ทั้งร่างกาย และจิตใจ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างสุดขั้วจะมีผลกระทบต่อสุขภาวะคนเมืองมากที่สุด ทั้งโรคภัยต่าง ๆ อุบัติเหตุ และความเครียดสะสม

ความเสี่ยงเหล่านี้กระทบชีวิตคนเมืองแบบพวกเราอย่างไร
ด้านเศรษฐกิจ ผู้คนจะกระเป๋าแฟบลง คนเมืองจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้า พลังงาน น้ำ เดินทาง อาหารการกิน ยารักษาโรคแพงขึ้น จนแบกรับไม่ไหว รวมถึงค่าซ่อมแซมบ้านเรือน ยานพาหนะ และทรัพย์สินที่เสียหายจากภัยพิบัติ รวมถึงค่าประกันภัยต่าง ๆ ที่แพงขึ้น สวนทางกับรายได้ที่ยังเท่าเดิม หรือน้อยลง
ด้านสังคม ผู้คนที่เปราะบาง ชุมชนยากจน จะได้รับผลกระทบมากที่สุด พวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่ขาดการป้องกันภัยพิบัติ เมืองมักจะเลือกป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลักก่อน ผู้คนที่ยากจนจะได้รับผลกระทบหนัก ก่อหนี้ครัวเรือนมากขึ้น อาจเกิดมิจฉาชีพ โจรขโมยมากขึ้น เป็นความเสี่ยงใหม่จากความเหลื่อมล้ำ ผู้คนที่สู้ไม่ไหวต้องย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเกิด
ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ติดน้ำจะมีความเสี่ยงสูง มีน้ำท่วมขัง พื้นที่ภัยพิบัติซ้ำซากจะสูญเสียมูลค่า พื้นที่ที่ขาดต้นไม้ใหญ่ ขาดพื้นที่สีเขียว จะเกิดเกาะความร้อน Urban Heat Island ผู้คนจะมีความเสี่ยง มีอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ถ้าไม่ออกแบบผังเมืองให้มีความสมดุลของระบบนิเวศ ไม่เป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ไม่ทำเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่พัฒนาพลังงานสะอาด และไม่เป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อคนเดิน จะทำให้คุณภาพชีวิตคนเมืองตกต่ำ ผู้คนเกิดความเครียดสะสม ไม่อยากทนอยู่ในที่สุดเมืองที่ตามโลกไม่ทัน และที่สำคัญจะเป็นตัวเร่งให้โลกเดือด ทำให้อุณหภูมสูงเกิน 1.5 องศาถาวร
ไม่นานนี้ องค์กรนานาชาติ อนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (IPPC) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่ทำเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า การควบคุมให้โลกไม่ร้อนเกิน 1.5 องศานั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว บางเดือนเราทะลุจุดวิกฤตินั้นไปแล้ว แต่พวกเขาและ UNEP ยังคงมองโลกในแง่ดีว่า ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดก็ถูกตัดออกไปเช่นกัน ที่ว่าโลกร้อนเกิน 4 องศา เพราะนานาชาติต่างเร่งพลังงานสะอาด ควบคุมคาร์บอน แม้จะทำได้ไม่ตามเป้า แต่ก็ช่วยให้เราพ้นวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดมาได้

เพื่อลดความเสี่ยง และ เพิ่มความยั่งยืน หวังว่าผู้อาสามาบริหารเมือง จะทำความเข้าใจกับคำว่า “Climate Risk และ Resilience City” และหานโยบายใหม่ ทำโครงการเรือธง รีบกอบกู้สถานการณ์ก่อนจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ ไม่มีเรื่องนี้ในการหาเสียง ถือว่าตกยุค ไม่ทันกระแส



