บางคนบอกว่ารางรถไฟฟ้าด้านบนก็สั่นจะถล่มมาหรือไม่ บางคนบอกว่ารถไฟใต้ดินหรือเปล่าที่ขุดไว้ ดินจะทรุดธรณีจะสูบเราลงไปไหม ผู้คนที่อยู่ในตึกสูงจะได้รับแรงสั่นโคลงตัวมากที่สุด ต่างวิ่งกันลงมาตามบันไดหนีไฟโดยไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกที่อยู่ใต้ดิน ชั้นจอดรถ และศูนย์แสดงนิทรรศการต่างหนีตายเอาตัวรอดออกมาลานกลางแจ้ง ทุกคนอารมณ์ร่วมในเรื่อง “ความไม่ปลอดภัย”

ทุกคนไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีการส่งข้อความแจ้งเตือน และไม่มีคำแนะนำว่าเราควรทำอย่างไร

สิบนาทีผ่านไป เราเพิ่งทราบผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ  ใน Line กลุ่ม ที่มีเพื่อนบอกว่าเกิดแผ่นดินไหวที่พม่า ที่รอยเลื่อนสะกาย ห่างจาก กทม. ไปพันกว่ากิโลเมตร แต่เราไม่ได้รับการเตือน …นี่คือการเทสต์ “ระบบเตือนภัย”

พอทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ผมรีบกลับบ้านเพื่อดู Breaking News ที่สำนักข่าวส่วนใหญ่ใช้เวลากว่าชั่วโมงในการตั้งตัว และเจาะทำข่าวว่าเหตุมีอะไร เกิดขึ้นที่ไหนบ้าง ขณะที่เพื่อน ๆ ผมจากประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ต่างส่งข้อความมาถามเรื่องความปลอดภัย เขาบอกว่าเห็นข่าว Breaking News ภายใน 5 นาที ก่อนเราอีก … นี่คือการเทสต์ความเร็วและความถูกต้องเชื่อถือได้ของ “ระบบเครือข่ายข่าวสารและประชาสัมพันธ์”

หลายคนพอทราบว่าเหตุการณ์เกิดอะไรขึ้น ก็รีบกลับบ้าน แต่ขนส่งมวลชนส่วนใหญ่ปิด และถนนทุกสายจราจรติดขัด เห็นสีแดงเป็นใยแมงมุมใน Google Map ถนนทุกสายเป็นอัมพาต … นี่คือการเทสต์ระบบ “การเดินทาง และระบบจราจรยามฉุกเฉิน”

มีเหตุร้ายที่มีตึกถล่ม เครนล้ม และอุบัติเหตุหลายแห่งใน กทม. แต่การบัญชาการกระจัดกระจาย หลายหน่วยงานยังไม่บูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ปล่อยให้อาสาสมัครกู้ภัยทำงานกันตามความชำนาญของจิตอาสา แต่ละแห่งมีผู้บัญชาการหลายคน ช่วย ๆ กันแบบไทย ๆ การเข้าไปช่วยกู้ภัยในแต่ละที่ก็ขาดอุปกรณ์หนัก ที่จะช่วยยกคอนกรีต ตัดเหล็ก ในช่วงแรกที่เป็นช่วงวิกฤติ เห็นจากข่าวมีเพียงกระป๋องพลาสติก ค้อน ขวาน จากรถกู้ชีพเท่านั้น … นี่คือการเทสต์ “ระบบการช่วยชีวิต และการจัดการภัยพิบัติ” อย่างมืออาชีพ

นี่ยังไม่นับรวม “ระบบแพทย์ฉุกเฉิน” ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ในบางวิกฤติอาจจะเจอปัญหา “ระบบไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง” หรือ “ระบบน้ำประปาใช้การไม่ได้” หรือ “ระบบเครือข่าย Internet ล่ม” … ถ้าเกิดจะหนักกว่านี้

เราจะจัดการวิกฤติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกันอย่างไร เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานใด หน่วยงานนั้นประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หรือไม่ มีกฎหมาย หรือ พ.ร.บ. รองรับอำนาจหน้าที่หรือไม่ มีการฝึกฝนซ้อมเตรียมความพร้อมกันบ่อยแค่ไหน มีงบประมาณเพียงพอไหม และระบบราชการทำงานได้รวดเร็วแค่ไหน เพราะทุกนาทีคือชีวิต … ยังคงเป็นคำถามที่อยู่ในใจประชาชนตาดำ ๆ แบบพวกเรา

จำได้ว่าหลังเหตุการณ์สึนามิ เมื่อราว 20 ปีที่แล้ว ที่มีภัยพิบัติครั้งใหญ่ เป็นการเทสต์ “ระบบการจัดการภัยพิบัติ” ตั้งแต่การเตือนภัย การอพยพผู้คนสู่จุดปลอดภัย ระบบสาธารณูปโภคชั่วคราวต่าง ๆ ในยามฉุกเฉิน ระบบการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ และระบบงบประมาณสนับสนุน ตอนนั้นเรารู้เลยว่าเราไม่มีสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเลย

ภาคประชาชนได้เรียกร้องให้มี พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฉบับประชาชน ซึ่งมีหลายประเด็นจะทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น ยืดหยุ่นและรวดเร็วขึ้น มีงบประมาณและประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่แน่ใจว่าล่าสุด พ.ร.บ. นี้ไปถึงไหนแล้ว ผ่านสภาหรือยัง หรือติดที่ไหน

เมื่อโลกร้อนขึ้น ภัยพิบัติต่าง ๆ จะทยอยกันมารัว ๆ รับรองได้ว่าจะหนักหนาสาหัสขึ้นอีกหลายเท่า มีสัญญาณเตือนในการเทสต์ระบบต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วว่า “เรายังไม่พร้อม” รัฐบาลควรจะเร่งมือ และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด่วน มี “ศูนย์บัญชาการความปลอดภัยแห่งชาติ” ที่รวบรวม Data ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยจากภัยพิบัติต่าง ๆ แผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม ดินถล่ม อุโมงค์ถล่ม อาคารถล่ม เขื่อนแตก สึนามิ ฝุ่นควัน รวมถึงโรคระบาดใหม่ บูรณาการความปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จากการเตรียมความพร้อม การรับมือ และการฟื้นฟู โดยจัดตั้งโครงสร้างการจัดการใหม่หมด ยุบและควบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกันเป็นทีม พร้อมใส่งบประมาณที่เหมาะสมลงไป นอกจากละลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้แล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่น และภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทั้งประเทศ คราวหน้าเราจะได้รู้ว่าเราพึ่งใครได้.