เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายนพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีค่าไฟประชาชนกับไฟสาธารณะ สิ่งนี้เป็นธรรมหรือไม่ ว่า ช่วงหนึ่งของชีวิตการทำงาน ตนมีโอกาสทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน สิ่งที่ได้รับจากการทำงานในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องกฎหมายหรือการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับคำสั้น ๆ คำหนึ่งคำที่ผมได้ยินจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแทบทุกวัน คำนั้นคือ “ความเป็นธรรม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล หรือปัญหาเชิงนโยบายระดับประเทศ คำถามที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเสมอ คือ “สิ่งนี้เป็นธรรมหรือไม่” และ “ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมหรือไม่” แม้เวลาผ่านไปยาวนาน คำถามนั้นยังคงติดอยู่ในความคิดของตนเสมอ และเมื่อได้ติดตามข่าวกรณีที่มีการเปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าของไฟส่องสว่างริมทางและไฟสาธารณะบางส่วนอาจถูกผลักภาระผ่านกลไกค่า FT ไปสู่ประชาชนมาเป็นเวลานาน คำถามเดิมก็กลับมาอีกครั้ง “สิ่งนี้เป็นธรรมหรือไม่”

นายนภดล กล่าวต่อว่า หลายคนอาจมองว่า เรื่องนี้เป็นเพียงปัญหาค่าไฟฟ้า บางคนอาจมองว่าเป็นข้อถกเถียงระหว่างหน่วยงานรัฐ บางคนอาจมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ในมุมมองของผม เรื่องนี้ใหญ่กว่าค่าไฟ ใหญ่กว่าพลังงาน และใหญ่กว่างบประมาณ เพราะนี่คือเรื่องของ “ความเป็นธรรมในการจัดสรรต้นทุนสาธารณะของประเทศ” ตลอดช่วงเวลาที่ผมศึกษา Data Science and Methodology จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และศึกษาด้าน Cyber Security, Risk Management และ Policy Strategy จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตนได้เรียนรู้ว่า ปัญหาสำคัญของประเทศส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจากระบบที่ทำให้ปัญหานั้นดำรงอยู่ได้เป็นเวลานาน จนผู้คนคุ้นชินกับมัน ดังนั้น คำถามสำคัญที่สุดของกรณีนี้ อาจไม่ใช่ “ใครเป็นคนทำ” แต่คือ “ระบบแบบใดที่ทำให้เรื่องนี้ดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าทศวรรษ” เพราะหากเราแก้ที่ตัวบุคคล ปัญหาอาจจบเพียงชั่วคราว แต่หากเราแก้ที่ระบบ ประเทศไทยจะไม่ต้องกลับมาถกเถียงเรื่องเดียวกันอีกในอนาคต

นายนพดล กล่าวต่อว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน สอนให้ผมมองเรื่องความเป็นธรรม Data Science สอนให้ผมมองเรื่องข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ขณะที่การศึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายสาธารณะ สอนให้ผมมองเรื่องความยั่งยืนของระบบ เมื่อมองทั้งสามมิติพร้อมกัน ผมจึงไม่ได้เห็นเพียงบิลค่าไฟของประชาชน แต่เห็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยกำลังจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายสาธารณะอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพเพียงใด ไฟส่องสว่างริมทางเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย ช่วยลดอุบัติเหตุ ช่วยลดอาชญากรรม ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่มีใครปฏิเสธความจำเป็นของไฟสาธารณะ แต่เมื่อเป็นบริการสาธารณะที่รัฐจัดขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ควรมีหรือไม่ แต่คือ “ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้นอย่างเป็นธรรม” ควรเป็นประชาชนผ่านบิลค่าไฟฟ้า หรือควรเป็นภารกิจที่รัฐต้องจัดสรรงบประมาณอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ นี่จึงเป็นโจทย์เรื่องความเป็นธรรมมากกว่าจะเป็นโจทย์เรื่องค่าไฟ และเป็นโจทย์เรื่องธรรมาภิบาลมากกว่าจะเป็นโจทย์ทางเทคนิค

นายนพดล กล่าวต่อไปว่า ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ตนเห็นปัญหาอีกชั้นหนึ่ง เราอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ประเทศไทยมีไฟสาธารณะอยู่จำนวนเท่าใด อยู่ที่ใดบ้าง ใช้ไฟฟ้าปีละเท่าใด มีค่าใช้จ่ายรวมเท่าใด และหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับมุมมองของผมคือ สิ่งที่วัดไม่ได้ ย่อมบริหารไม่ได้ สิ่งที่ไม่ปรากฏในข้อมูล ย่อมยากต่อการตรวจสอบ ตนจึงเห็นว่า แนวทางแก้ไขไม่ควรเป็นเพียงการโยกงบประมาณจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่ง แต่ควรออกแบบเป็น ‘แผนปฏิรูประบบไฟสาธารณะของประเทศ’ โดยมี 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) การจัดทำฐานข้อมูลกลางไฟสาธารณะแห่งชาติ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงบประมาณ (2) ปรับเปลี่ยนสู่ระบบ LED อัจฉริยะที่ช่วยลดการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญ 40 – 50% (3) แยกค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยสาธารณะออกจากค่าใช้จ่ายด้านการใช้ไฟฟ้าของประชาชนอย่างชัดเจน (4) กำหนดหน่วยงานเจ้าภาพที่มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้ และกำหนดเป้าหมายระดับชาติที่ประชาชนสามารถติดตามผลได้จริง และ (5) ประเทศไทยควรพิจารณาแนวทางจัดตั้ง “กองทุนไฟสาธารณะเพื่อความปลอดภัยของประชาชน”

นายนพดล กล่าวว่า โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากค่าปรับการกระทำผิดกฎหมายจราจรที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสังคม รวมถึงรายได้จากการบังคับใช้กฎหมายในคดีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนน กลับมาสนับสนุนการพัฒนาไฟส่องสว่างสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ตนเชื่อมาตลอดจากการทำงานด้านนโยบายสาธารณะ นั่นคือ“ผู้ที่ก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคม ควรมีส่วนร่วมในการชดเชยต้นทุนนั้นกลับคืนสู่สังคม”ในทางวิชาการ หลักการนี้เรียกว่า Social Cost Recovery กล่าวคือ เมื่อต้นทุนด้านอุบัติเหตุ อาชญากรรม และความเสี่ยงสาธารณะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมบางอย่างของคนบางกลุ่ม รายได้จากการบังคับใช้กฎหมายควรถูกนำกลับมาลดความเสี่ยงเหล่านั้นในอนาคต

นายนพดล กล่าวต่ออีกว่า นี่ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ประชาชนผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการออกแบบกลไกที่ทำให้เงินทุกบาทจากการบังคับใช้กฎหมาย กลับมาสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ในทางนโยบายสาธารณะ หลักการนี้เรียกว่า การนำต้นทุนทางสังคมกลับคืนสู่การสร้างประโยชน์สาธารณะ (Social Cost Recovery) กล่าวคือ เมื่ออุบัติเหตุ อาชญากรรม หรือความเสี่ยงต่อสาธารณะก่อให้เกิดต้นทุนแก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน งบประมาณของรัฐ หรือภาระของประชาชน ผู้ที่ก่อให้เกิดต้นทุนหรือความเสี่ยงดังกล่าว ควรมีส่วนร่วมในการชดเชยต้นทุนนั้นกลับคืนสู่สังคม หลักคิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการลงโทษ แต่เป็นการสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรภาระและความรับผิดชอบ เพื่อให้ทรัพยากรที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายสามารถนำกลับมาสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนส่วนรวม

นายนพดล กล่าวต่อว่า หากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงค่าไฟที่ลดลง แต่จะได้ระบบงบประมาณที่เป็นธรรมมากขึ้นและจะได้ระบบบริหารภาครัฐที่โปร่งใสมากขึ้น ได้การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา จากประสบการณ์การทำงานด้านการกำกับดูแลภาครัฐ การวิจัยเชิงข้อมูล และการออกแบบนโยบายสาธารณะ ผมเชื่อว่าปัญหาที่สะสมมานานกว่า 10 ปี ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอีก 10 ปี ในการแก้ไข สำหรับผมนั้น ไฟสาธารณะบนถนนที่ปลอดภัยไม่ควรสว่างด้วยภาระของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรสว่างด้วยความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม

นายนพดล กล่าวต่ออีกว่า ในอนาคต ประเทศไทยควรศึกษาแนวทางการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการบังคับใช้กฎหมายจราจรบนทางหลวงและถนนสาธารณะรวมถึงรายได้จากการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนน กลับมาลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่างสาธารณะ ป้ายเตือนอัจฉริยะ กล้องอัจฉริยะ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดอุบัติเหตุและอาชญากรรม เพราะในมุมมองด้านนโยบายสาธารณะ ผู้ที่สร้างความเสี่ยงต่อสังคม ควรมีส่วนร่วมในการลดความเสี่ยงนั้น และผู้ที่ก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคม ควรมีส่วนร่วมในการชดเชยต้นทุนนั้นกลับคืนสู่สังคม

“นี่ไม่ใช่การเพิ่มภาระแก่ประชาชนผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการจัดสรรความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม และเป็นการนำต้นทุนทางสังคมกลับคืนสู่การสร้างประโยชน์สาธารณะและการลดค่าไฟที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากการลดตัวเลขในบิลค่าไฟ แต่อาจเริ่มจากการทำให้ระบบทั้งหมดของประเทศ มีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้เกิดจากคำอธิบายของรัฐ แต่เกิดจากความรู้สึกว่า สิ่งนี้เป็นธรรมหรือไม่” นายนพดล กล่าว