คุณเคยรู้สึกปวดข้อ หรือตรวจพบ “กรดยูริกเกินมาตรฐาน” ในการตรวจสุขภาพหรือไม่? นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่น่ากังวลรองจากโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และน้ำตาลในเลือดสูง ที่สำคัญคือ กรดยูริกในเลือดสูงไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุของโรคเกาต์เท่านั้น แต่ยังสามารถทำลายไต หลอดเลือดหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้อีกด้วย

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงคืออะไร?

กรดยูริกในร่างกายประมาณ 80% เกิดจากการเผาผลาญของเซลล์ และ 20% มาจากการทานอาหาร เมื่อมีการสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือการขับถ่ายไม่เพียงพอ ความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือดจะสูงขึ้น (ชาย > 420 ไมโครโมลต่อลิตร, หญิง > 360 ไมโครโมลต่อลิตร) ซึ่งเรียกว่าภาวะกรดยูริกในเลือดสูง

“ภัยเงียบ” ของกรดยูริกในเลือดสูง

  • โรคข้ออักเสบจากเกาต์: ผลึกกรดยูริกสะสมในข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวด บวมแดง และในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้ข้อต่อผิดรูปได้
  • โรคไตจากกรดยูริก: ผลึกอุดตันท่อไต ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง หรือแม้กระทั่งไตวาย
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ: ระดับกรดยูริกที่เพิ่มขึ้นทุก 60 ไมโครโมลต่อลิตร จะเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ 14%

สำหรับบางคน แม้กรดยูริกในเลือดสูง แต่ก็ไม่ได้เป็นโรคเกาต์ : ผู้ป่วยกรดยูริกในเลือดสูงประมาณ 60% ไม่มีอาการใดๆ แต่หากไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว อาจพัฒนาเป็นโรคเกาต์ได้

ใครมีความเสี่ยงกรดยูริกสูง?

  • ชาย > หญิง: อัตราการเกิดกรดยูริกสูงในชายสูงกว่าหญิง 2-3 เท่า แต่ความเสี่ยงในหญิงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังวัยหมดประจำเดือน
  • กลุ่ม “3 สูง”: ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน มีแนวโน้มที่จะมีกรดยูริกในเลือดสูงร่วมด้วย
  • คนที่นั่งนานๆ และคนอ้วน: มีอัตราการเกิดกรดยูริกสูงกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ 3 เท่า
  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีพ่อแม่หรือญาติสนิทที่มีกรดยูริกสูง มีความเสี่ยงที่กรดยูริกสูงกว่าคนอื่นๆ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
  • ผลกระทบจากยา: ยาขับปัสสาวะ แอสไพริน และยาเคมีบำบัดบางชนิด อาจยับยั้งการขับถ่ายกรดยูริก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะกรดยูริกสูง หากรับประทานยาเป็นประจำในระยะยาว

อาหารและไลฟ์สไตล์: “ตัวการ” ที่ทำให้กรดยูริกในเลือดสูง

  • อาหารที่มีพิวรีนสูง: เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล (เช่น ปลาซาร์ดีน หอยเชลล์) เนื้อแดง น้ำซุปเนื้อเข้มข้น
  • ฟรุกโตสมากเกินไป: น้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำผึ้ง และฟรุกโตสในอาหารแปรรูป ส่งเสริมการสร้างกรดยูริกโดยตรง
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป: เบียร์ (มีพิวรีนสูงสุด) สุรา และไวน์หวาน ขัดขวางการขับถ่ายกรดยูริก
  • การขาดน้ำและการอดนอน: การดื่มน้ำไม่เพียงพอทำให้การขับถ่ายกรดยูริกลดลง การอดนอนทำให้ความผิดปกติของเมตาบอลิกแย่ลง

วิธีทำให้กรดยูริกลดลง

ควบคุมอาหาร:

  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง: เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล น้ำซุปเนื้อเข้มข้น เบียร์ (มียีสต์)
  • อาหารแนะนำ: เชอร์รี่ (ลดกรดยูริก) นม (ส่งเสริมการขับถ่าย) ขึ้นฉ่าย (ขับปัสสาวะ)
  • ดื่มน้ำ: น้ำเปล่า 2000 มล. ต่อวัน ดื่มทีละน้อย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

ใช้ยา:

  • ยับยั้งการสร้าง: เฟบูโซสแตต (ขับถ่ายทางตับและไต มีความปลอดภัยสูง)
  • ส่งเสริมการขับถ่าย: โพรเบเนซิด (ต้องใช้ร่วมกับโซเดียมไบคาร์บอเนตเพื่อปรับปัสสาวะให้เป็นด่าง)
  • การกำเริบเฉียบพลัน: โคลชิซิน (ใช้ภายใน 24 ชั่วโมงได้ผลดีที่สุด)

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกรดยูริก:

กรดยูริกในเลือดสูงที่ไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องรักษา?

  • ผิด! ต้องรักษา และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ

กรดยูริกปกติแล้ว หยุดยาได้?

  • ผิด! ต้องลดปริมาณยาลงทีละน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงการกำเริบ

การดูแลไม่ให้กรดยูริกสูง

  • ออกกำลังกาย:

การออกกำลังกายที่เหมาะสม: ว่ายน้ำ โยคะ เดิน (หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งทำให้เกิดการสะสมของกรดแลคติก)

ระยะเวลาการออกกำลังกาย: 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็น 3-5 ครั้ง

  • การนอนหลับ:

ช่วงเวลาทอง: เข้านอน 22.00-23.00 น. และนอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมง

ข้อห้ามในการนอนหลับ: หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อป้องกันการสังเคราะห์กรดยูริกที่เพิ่มขึ้น

กรดยูริกในเลือดสูงอาจกลายเป็นโรคเรื้อรังได้ ต้องควบคุมอาหาร ทานยาตามเวลา ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม.

ที่มา : sohu