เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายพีรพล กนกวลัย สก.พญาไท ได้ยื่นกระทู้ถามสดเรื่อง การเตรียมการรับมือสถานการณ์การระบาดโรคไข้หวัดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568 เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมตั้ง 3 คำถามถึงฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 1. กทม.มีการเตรียมฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงไว้อย่างไร 2.หากวัคซีนจำนวน 10,000 โด๊สกำลังจะหมดอายุในเดือนพฤษภาคมนี้ วัคซีนทั้งหมดนี้อยู่ที่ไหน และ 3. วัคซีนที่จะได้ 200,000 กว่าโด๊สจะได้เมื่อไหร่ จะฉีดให้ประชาชนอย่างไร และมีแผนที่จะดำเนินการให้เสร็จเมื่อไหร่

นายพีรพล กล่าวเพิ่มว่า กลุ่มเสี่ยงทุกคนถือเป็นประชาชนคนไทย ต้องดูแลประชาชนคนไทยให้มากกว่านี้ ต้องหันกลับมาดูแลทุกคนให้ได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน

ต่อมา มีกระแสในโลกออนไลน์ถึงประเด็นการพูดอภิปรายของนายพีรพล กรณีพาดพิงการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. เหตุอาคาร สตง.ถล่ม ระหว่างที่อภิปรายทวงถามวัคซีนนั้น นายพีรพล ได้เขียนข้อความชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “พรรคเส้นด้าย-Zendai Party” ระบุว่า เมื่อการตั้งคำถามว่า “คนไทยควรได้วัคซีนก่อน” กลายเป็นดราม่า

ท่ามกลางกระแสดราม่า ของผู้ว่าฯ ชัชชาติกับพรรคเส้นด้าย วันนี้ สก. พีรพล กนกวลัย พูดถึงสถานการณ์ที่ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยเรื้อรัง ที่เข้าไม่ถึงวัคซีนที่ควรได้รับตามสิทธิขั้นพื้นฐานศูนย์สาธารณสุขกทม. แจ้งพรรคเส้นด้ายว่า “วัคซีนหมด” หรือ “ยังไม่มา” ทั้งที่ทางกรุงเทพมหานครได้ประกาศว่ามีวัคซีนอยู่ในแผน มีงบประมาณรองรับ และมีการจัดสรรจำนวนหลายแสนโด๊ส

เมื่อ สก. พีรพล กนกวลัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคเส้นด้าย ลุกขึ้นตั้งคำถามในสภา เขาถามถึงความล่าช้าในการจัดสรรวัคซีน เขาถามถึงจำนวนวัคซีนที่กำลังจะหมดอายุในคลัง เขาถามว่าวัคซีนหายไปไหน 10,000 โด๊ส ราชการอย่าง กทม. ทุจริตหรือไม่ เขาเสนอให้ กทม. ดำเนินการเชิงรุก เข้าถึงกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงตั้งคำถามว่าเหตุใดเราจึงยัง “รอ” ให้คนไทยมาเข้าคิวรับวัคซีน แทนที่จะเดินเข้าไปหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

คำถามเหล่านี้ควรได้รับคำตอบเชิงนโยบาย แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็น “ดราม่า” หนึ่งในประโยคที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือคำกล่าวว่า “เขา(พม่า)เสียชีวิตหมดแล้ว แต่คนไทยที่ยังไม่เสียชีวิตต้องกลับมาดูแล ผู้ว่าฉีดให้คนไทยก่อน (ก่อนจะไปห่วงพม่าที่อยู่ใต้ซากตึก สตง.)”

ข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ หรือไม่เห็นใจแรงงานต่างด้าวที่เสียชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริง ประโยคนี้สะท้อนเพียงเจตนาชัดเจนว่า หลัง 72 ชั่วโมงซึ่งเป็นชั่วโมงทองคำ ที่ผู้ประสบภัยมีโอกาสรอดชีวิตมากที่สุด ซึ่งในชั่วขณะที่ สก. พีรพลพูด เวลาทองคำนั้นได้ผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นตามหลักสากล ให้ปฏิบัติเยี่ยงผู้ประสบภัยได้เสียชีวิตแล้ว (พูดหลังเหตุการณ์ 5 วัน หรือเท่ากับ 120 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ)

และที่สำคัญที่สุด กทม. ควรต้องรับผิดชอบต่อประชาชนไทยผู้เสียภาษี ให้ครบถ้วนก่อนเป็นอันดับแรก การเห็นใจต่อผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุใด ๆ ไม่ควรกลายเป็นข้ออ้างในการเบี่ยงเบนประเด็นการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งในปีที่แล้วคนไทยเสียชีวิต 51 คนจากไข้หวัดใหญ่ ในฐานะผู้แทนประชาชน สก.พีรพลมีหน้าที่พูดในสิ่งที่ประชาชนไทยกำลังเผชิญอยู่จริง และประชาชนเหล่านั้นคือผู้สูงอายุในบ้านของเรา เด็กเล็กในชุมชนของเรา และผู้ป่วยติดเตียงที่ลูกหลานไม่สามารถพาไปฉีดวัคซีนได้ทัน

หากวันนี้กทม.ยังไม่สามารถจัดการ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่” ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐาน หากวันนี้ประชาชนต้องรอวัคซีนที่กำลังจะหมดอายุ ทั้งที่เป็นของที่จัดสรรแล้ว หากวันนี้การพูดคำว่า “ขอให้ดูแลคนไทยก่อน” กลายเป็นสิ่งที่ถูกด่ามากกว่าการส่อโกงวัคซีน เราอาจต้องสูญเสียชีวิตของคนไทยไม่น้อยกว่า 50 ชีวิต สุดท้ายเราควรถามกลับว่า—ในวันที่ผู้ว่าฯ ห่วงศwwม่า มากกว่าชีวิตคนไทย วันหน้าชาติไทยจะเหลืออะไร

พรรคเส้นด้ายขอยืนยันว่า การตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ไม่ใช่การเหยียดชาติพันธุ์ การเรียกร้องสิทธิให้ประชาชนไทย ไม่ได้หมายถึงการลบหลู่ชีวิตของใครและการตรวจสอบผู้บริหารที่ตอบเลี่ยงประเด็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือหน้าที่ที่เราจะไม่ถอย.