หลายคนสงสัยว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มักจะตั้งงบจำนวนมหาศาลเพื่อเดินทางไปดูงานต่างประเทศ เรียนรู้ สร้างความร่วมมือ แต่กลับมาแล้วได้ทำอะไรให้ดีขึ้นบ้าง ผมเคยถามผู้บริหาร กทม. เรื่องความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมืองคาร์บอนต่ำ การพัฒนาพื้นที่สีเขียว การจัดการขยะ การจราจรอัจฉริยะ ฯลฯ ท่านบอกว่าเคยไปดูงานมาทั่วโลกแล้ว หลายครั้ง

เมื่อไปดูสิ่งที่ก้าวหน้า ได้เรียนรู้ปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาแล้ว ควรลุกขึ้นมาเอาจริง เสนอท่านผู้ว่าฯ และทีมบริหารเมืองว่า โมเดลเมืองยั่งยืนเหล่านี้ต้องรีบทำ ทีมผู้บริหาร กทม. ควรฉายภาพฉากทัศน์เหล่านี้ แล้วบอกว่า
มีวิธีทำให้เป็นจริงอย่างไร ไม่ต้องถึงกรุงเทพฯ บินได้ก็ได้ และนี่คือ 9 โมเดลมหานครยั่งยืน ที่ กทม. ยังไม่มี

1.เมืองจักรยาน ไม่ยากเกินจริง โคเปนเฮเกนทำทางด่วนจักรยานจากชานเมืองสู่ใจกลางเมือง เพิ่มจำนวนผู้ใช้จักรยานเป็น 45% ของคนเมือง และที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน ก็ออกแบบทางจักรยานบนโครงสร้างรถไฟฟ้า รวดเร็ว ปลอดภัย ไม่เสี่ยง เชื่อมต่อได้ทุกจุด กทม. ก็มีทางเลียบคลอง แค่คิดต่อยอดอีกนิดเดียวก็เป็นต้นแบบได้

2.เมืองสู้ภัยพิบัติ จัดการน้ำแบบอัจฉริยะ สิงคโปร์มีความเสี่ยงเรื่องน้ำที่ไม่ยั่งยืน ได้วางแผนการจัดการเมืองสะเทินน้ำสะเทินบก ป้องกันน้ำจากทะเลหนุนสูง และภัยพิบัติ ขุดแหล่งกักเก็บน้ำรอบเกาะ และมีระบบอาคารชะลอน้ำ มีการรีไซเคิลน้ำมาใช้ประโยชน์ทุกเม็ด ที่อู่ฮั่น และเจิ้งโจว ประเทศจีน ก็เปลี่ยนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเป็นเมืองฟองน้ำต้นแบบ

3.ผังเมือง 15 นาที บริหารแบบไมโครกริท หลายมหานครทั่วโลกแบ่งเขตการจัดการให้เล็กลง มีทุกอย่างที่จำเป็น เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ราชการ ร้านค้า สวนสาธารณะ พื้นที่สันทนาการที่ได้มาตรฐาน ทำให้คนไม่ต้องเดินทางไกล และไม่นานนี้มหานครปารีสก็รื้อผังเมืองใหม่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดเกาะความร้อน พื้นที่ว่างเปล่าถูกจัดการใหม่ทั้งหมด

4.ย่านปลอดรถยนต์ ซูเปอร์บล็อกต้นแบบ หลายมหานครจัดการพื้นที่เป็นย่านปลอดรถยนต์ส่วนตัว ทำถนนคนเดิน และจักรยาน รถขนส่งของที่ได้รับอนุญาตสามารถผ่านได้ช้า ๆ ในเวลาที่กำหนด กลายเป็นย่านที่ผู้คนใช้ชีวิตใต้ร่มไม้ชายคาอย่างปลอดภัย ลดคาร์บอน ที่บาร์เซโลนา สเปน ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ที่นำที่อยู่อาศัย 9 บล็อกมารวมกันจัดการพื้นที่ร่วมใหม่

5.เมืองแห่งอาคารเขียว หลังคาเขียว และอาคารชะลอน้ำ ต้องยกระดับกฎหมายควบคุมอาคารและสิ่งก่อสร้าง ให้ได้มาตรฐานมหานครสีเขียว อาคารใหม่ต้องเป็นอาคารคาร์บอนต่ำ อาคารเก่าต้องมีแผนปรับปรุง หรือโดนภาษีเพิ่ม ที่เมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ออกกฎหมายนี้มากว่า 20 ปีแล้ว ค่อยๆปรับอาคารเก่าอย่างเป็นระบบจนเป็นเมืองแห่งอาคารเขียว

6.ขนส่งสาธารณะคาร์บอนต่ำไร้รอยต่อ เชื่อมโยงจักรยาน รถ ราง เรือ ด้วยพลังงานสะอาด 100% เน้นออกแบบ “จุดเชื่อม” เครือข่ายขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ และเพิ่มด้วยยานพาหนะที่ต้องใช้เครื่องยนต์สะอาดทั้งหมด ที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ เป็นเมืองหลวงของระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า ที่ทำได้จริง ลดการปล่อยคาร์บอนลง 95%

7.ปอดเมืองคุณภาพสูง เปลี่ยนทุกที่ให้เป็นพื้นที่สีเขียวป่าในเมือง ป่าชุมชน กทม. ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ได้ตามมาตรฐาน WHO ต้องรีบปลูกเพิ่มอีกมาก ตั้งเป้าหมายให้ชัด ที่เมืองเมเดยิน ประเทศโคลอมเบีย ทำกรีนคอร์ริดอร์กว่า 30 เส้นทาง เปลี่ยนขอบถนนเป็นพื้นที่สีเขียวมีต้นไม้ใหญ่ อาคารมีสวนแนวตั้ง สวนบนหลังคา ลดเกาะความร้อนเมืองได้ 3-5 องศา

8.เมืองแห่งเศรษฐกิจหมุนเวียน ขยะเป็นศูนย์ มหานครใหญ่มักมีขยะจำนวนมหาศาล เมืองยั่งยืนต้องมีการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนเปลี่ยนขยะเหลือทิ้ง กลายเป็นพลังงาน เป็นวัตถุดิบใหม่ เป็นปุ๋ย เป็นเหมืองในเมือง ที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้แนวคิด “โดนัท อีโคโนมี” ตั้งเป้าเมืองที่มีขยะเป็นศูนย์ หมุนเวียนเป็นทรัพยากรใหม่ในอุตสาหกรรม

9.เมืองสุขภาวะ 100 ปี เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เราเข้าสู่สังคมคนชราแล้ว แต่เมืองยังหนุ่ม มหานครรอบโลก เช่น โตเกียว สิงคโปร์ นิวยอร์ก ซีแอตเทิล ได้รื้อผัง เมืองใหม่ ใส่รายละเอียดของ Universal Design ให้คนแก่ ผู้ใช้รถเข็นเดินทางได้สะดวก มีพื้นที่พักผ่อนสันทนาการที่ปลอดภัยกระจายทั่วเมือง มีสาธารณสุขเชิงรุก ทำให้คนเมืองมีอายุยืนยาวแข็งแรง

นี่เป็นเพียง 9 โมเดลที่เราอยากเห็น ในแต่ละโมเดลมีกรณีศึกษาและตัวอย่างดี ๆ ที่นักพัฒนาเมืองทำแล้วสำเร็จ หรือล้มเหลวต้องปรับปรุง และผมแน่ใจว่าผู้บริหาร กทม. และข้าราชการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้เคยไปดูงานมาแล้วทั้งสิ้น

ทำให้สงสัยว่า คำว่า งบดูงาน คือ งบประมาณศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนา หรือเป็นงบท่องเที่ยวแฝงกันแน่ หวังว่า
ผู้ว่าฯ กทม. ท่านใหม่จะพิจารณาและผลักดันให้โมเดลเมืองยั่งยืนที่เรายังไม่มี เกิดขึ้นบ้างในสมัยของท่านนะครับ.