สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ว่าจากกรณีสหรัฐประกาศมาตรการภาษีพื้นฐานเพิ่มอีก 10% กับสินค้าจากทั่วโลกซึ่งส่งออกมายังอเมริกา โดยจะมีผลในวันที่ 5 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น และมาตรการภาษีต่างตอบแทน กับกลุ่มประเทศและภูมิภาค ซึ่งได้ดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุดราว 60 แห่ง โดยจะใช้อัตราอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง กับอัตราภาษีที่ประเทศนั้นตั้งไว้กับสินค้าของสหรัฐ จะมีผลในวันที่ 9 เม.ย. นี้


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลวอชิงตัน ในการให้สหรัฐลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งผลิตภายในประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งกล่าวถึงปฏิกิริยาของนานาชาติ และกระแสตอบรับของตลาด ที่หุ้นตกระนาวทั่วโลก ว่า “เป็นไปตามความคาดหมาย”


ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่า เศรษฐกิจของสหรัฐ “ป่วยหนักมานาน” รัฐบาลชุดปัจจุบัน “เข้ามาเป็นผู้ผ่าตัด” และขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่า หลังจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศจะกลับมาเรืองรองและยิ่งใหญ่


ขณะที่นายโฮวาร์ด ลุตนิก รมว.กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า “ทรัมป์ทราบดีว่ากำลังทำอะไรอยู่” และขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในผู้นำสหรัฐว่า “จะบริหารเศรษฐกิจโลกได้”

อย่างไรก็ตาม นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) กล่าวว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ “เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ” ให้กับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งขอให้สหรัฐและประเทศคู่ค้าร่วมกันลดความไม่แน่นอนดังกล่าว.

เครดิตภาพ : AFP