การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ได้สร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งนี้อาจส่งผลให้ GDP ของไทยมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่อาจหดตัวลงประมาณ 1% ซึ่งสินค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นสินค้าหลักที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ

ไม่เพียงเท่านี้ การที่ประเทศไทยถูกตั้งภาษีนำเข้าในอัตรา 36% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากกัมพูชาและลาว ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการลดลงของ GDP หากไม่มีการเจรจาเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว

การขึ้นภาษีนำเข้าจะทำให้ต้นทุนการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น นั่นหมายความว่าราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็จะสูงตามไปด้วย เหล่านี้อาจส่งผลให้ยอดการส่งออกลดลง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสะอาด

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้นอาจทำให้บริษัทบางแห่งลดการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้การใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยชะลอตัวลง และหากธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการค้าเช่นนี้ การบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาวของประเทศไทยก็อาจเป็นไปได้ยากขึ้น

ดังนั้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ดังนี้

1. การขยายตลาดส่งออกใหม่ ธุรกิจไทยอาจต้องมองหาตลาดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการค้าอย่างยั่งยืน เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดมากขึ้น อีกทั้งการเพิ่มสัดส่วนการค้ากับประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีอัตราภาษีนำเข้าในระดับต่ำก็ถือเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเช่นกัน

2. การเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภายในประเทศ ให้เป็นคีย์สำคัญของการแข่งขัน เช่น การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมในการผลิต และการนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนมาใช้ จะช่วยให้สินค้าไทยมีคุณภาพและราคาที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก  

3. การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสีย และการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างจุดขายด้านความยั่งยืนให้กับสินค้าไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดโลกให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น

โดยสรุปแล้ว การขึ้นภาษีนำเข้า 36% ของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในแง่ของการค้าระหว่างประเทศและภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อแนวโน้มด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยสามารถปรับตัวด้วยกลยุทธ์ที่เหมาะสม ทั้งในด้านการพัฒนานวัตกรรม การขยายตลาดใหม่ และการเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมในประเทศ ไทยอาจสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และพัฒนาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต