เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 68 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมการวางยุทธศาสตร์รับมือมาตรการการค้าสหรัฐ ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเช้าวันที่ 8 เม.ย. 68 ได้มีการมอบหมายให้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นหัวหน้าคณะในการเจรจากับทางอเมริกา พร้อมด้วยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้ร่วมคณะเจรจา มีการประสานนัดหมาย เพื่อทำการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาและหน่วยงานอื่นๆ ของอเมริกา เพื่อนำเอาข้อเสนอของไทยไปพูดคุย และการประชุมวันนี้ (8 เม.ย. 68) จะเป็นการติดตามสถานการณ์ เพื่อกำหนดก้าวต่อไป เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยอย่างรอบคอบและแม่นยำ

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การวางยุทธศาสตร์และมาตรการต่างๆ คือ ต้อง “รู้เขา” และ “รู้เรา” วันนี้ เราเห็นนอกจากรูปแบบการตอบโต้ และรับมือต่อนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จากประเทศต่างๆ ว่ามีอะไรบ้าง และยังได้เห็นปฏิกิริยาการเคลื่อนไหวตอบโต้ของประชาชนภายในสหรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกา และแนวทางการเจรจานโยบายการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประกาศขึ้นภาษีไทย 36% ว่า ที่ประชุมได้เตรียม 5 มาตรการ ในการเจรจาสหรัฐ ได้แก่ 1.เพิ่มการนำสินค้า ข้าวโพด เครื่องในสัตว์ 2.ลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ที่ไทยเก็บในอัตราที่สูง และเพิ่มโควตานำเข้า 3.แก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคทางการค้า 4.แก้สินค้าที่สวมสิทธิไทยส่งออกไปสหรัฐ และ 5.การหาโอกาสการลงทุนในสหรัฐฯ เช่น การพิจารณาลงทุนด้านการการขนส่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ในอลาสก้า หรือการลงทุนแปรรูปสินค้าเกษตรในสหรัฐฯ
“ส่วนเรื่องที่หลายคนกังวลและเร่งรีบให้รัฐบาลเร่งไปเจรจาถึงมาตรการภาษีโดยเร็วนั้น ผมขอเวลาอีกนิดหนึ่ง เพราะเราจะต้องประเมินท่าทีของสหรัฐก่อนว่าเขาต้องการอะไร เพื่อหาวิธีที่เป็นประโยชน์ทางการค้านร่วมกัน เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าภายใน 10 ปี ยอมรับว่ามาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐจากไทย กระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกของไทย ที่เป็นเครื่องยนต์หลัก ดังนั้นหากมีความจำเป็นในการขยายเพดานหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้อยู่ที่ 64% จากเพดานหนี้ 70% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เหมือนจีนที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ก็มีแนวทางเป็นไปได้” นายพิชัย ระบุ
ย้ำประชาชนต้องให้ความเชื่อมั่นรัฐบาล หากไม่เชื่อมั่นรัฐบาลนี้จะให้ไปเชื่อมั่นใคร



