พระสุธีรัตนบัณฑิต หรือ “เจ้าคุณสุทิตย์” เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม คณะบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Suthito Aphakaro ว่า ถึงเวลาตั้ง “สถาบันการจัดการสภาพแวดล้อมและภาวะวิกฤติของประเทศไทย” หรือ “Environmental and Crisis Management Institute of Thailand”
ระยะ 15-20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราเจอภัยพิบัติเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟป่า ภัยแล้ง PM 2.5 หรือแม้กระทั่งโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด-19 และโรคไข้หวัดนก เป็นต้น ซึ่งการเกิดขึ้นของภัยพิบัติดังกล่าวได้สร้างความสูญเสียหรือมีผลกระทบต่อผู้คน เศรษฐกิจ สังคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างมากมาย
ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ซึ่งเจอภัยพิบัติมากมายเช่นกัน ได้มีการพัฒนาองค์ความรู้ และสถาบันในการรับมือกับภัยพิบัติเกือบทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในระดับนโยบาย สถาบันการศึกษา และชุมชนท้องถิ่น ผลที่เกิดขึ้นคือ ญี่ปุ่นมีความสามารถในการจัดการภัยพิบัติอย่างรวดเร็วถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถฟื้นฟูผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม ทำให้เกิดความยั่งยืนในเรื่องของการพัฒนาในหลายพื้นที่ ญี่ปุ่นเริ่มต้นด้วยการวางแผนการจัดการสภาพแวดล้อม ผังเมือง และเทคนิคการจัดการภัยพิบัติที่เหมาะสม ซึ่งเราจะพบเห็นสัญลักษณ์ต่างๆ ในการรับมือภัยพิบัติ นับตั้งแต่อาคารที่ปลอดภัย ป้ายนำทาง ความรู้ด้านการก่อสร้างที่รองรับแผ่นดินไหว ไปจนถึงระบบการเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นมีการวางระบบพัฒนาหลักสูตรและคณะเพื่อรองรับการจัดการภัยพิบัติประกอบด้วย สาขาการจัดการสิ่งแวดล้อม สาขาพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติ เช่นเรื่องหุ่นยนต์ เครื่องสแกน เป็นต้น สาขาการแพทย์และพยาบาลในภาวะวิกฤติ และสาขาจิตวิทยาการฟื้นฟู ซึ่งพระสงฆ์หรือนักการศาสนาสามารถร่วมมือในการจัดการและสนับสนุนได้
ดังนั้น จึงมีคำถามว่า ประเทศไทยถึงเวลาหรือยังที่จะมีการตั้งสถาบันการจัดการสภาพแวดล้อมและภาวะวิกฤติ เพื่อรองรับผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งจากธรรมชาติ ปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา หรือภัยพิบัติจากโรคภัยไข้เจ็บ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสังคมไทยอย่างมากมาย



