เมื่อวันที่ 9 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามารับผิดชอบทำคดี “ฟอกเงิน” ที่อาจเชื่อมโยงไปถึงการได้มาซึ่งการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 67 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่นั้น

ขณะนี้ “ดีเอสไอ” ได้ประสานให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด สั่งการให้ผู้กํากับฯในแต่ละอําเภอที่รับผิดชอบเรียกสอบ โดยเปิดโอกาสให้บุคคลต่อไปนี้ ในท้องที่ของตนเป็นพยาน ให้ข้อเท็จจริง พร้อมเรียกดูรายการรับจ่ายบัญชีธนาคารทุกบัญชี ระหว่างวันที่ 15 พ.ค.-30 มิ.ย.67

ไล่สอบเครือข่ายทั้งหมดกว่า 20,000 คน เริ่มจากชั้นฐาน (13,701 คน)-ล่าง (5,443 คน)-กลาง (526 คน)-บน (293 คน) เงื่อนไขของพยานคือ บุคคลที่ให้การเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนหาเส้นเงิน และให้หลักฐานมัดตัวผู้กระทําผิดทั้งในระดับเดียวกัน และสูงกว่า  

ต้องให้ข้อมูลขั้นตอนขบวนการชักชวน ว่าจ้าง ให้กระทําผิด การให้โพยฮั้ว การนัดประชุม วางแผน การจ่ายเงิน และชื่อผู้กระทําผิดในกลุ่ม และขอบเขตดังนี้

ระดับฐาน (ให้ปากคําที่อําเภอ) เน้นในกลุ่มเดียวและสายเดียวกัน ในอําเภอ โดยเฉพาะหลักฐานที่โยงไปถึงระดับล่างในอําเภอนั้น

ระดับล่าง (ให้ปากคําที่อําเภอ) เน้นในสายเดียวกันในจังหวัด โดยเฉพาะหลักฐานที่โยงไปถึงระดับกลาง ในจังหวัดนั้น

ระดับกลาง (ให้ปากคําที่จังหวัด) เน้นทุกกลุ่มในจังหวัด โดยเฉพาะหลักฐานที่โยงไปถึงระดับบน ระดับประเทศในกลุ่มนั้น

ระดับบน (ให้ปากคําที่จังหวัด) เน้นทุกกลุ่มและทุกสายในระดับประเทศ โดยเฉพาะหลักฐานที่โยงไปถึง

ระดับยอด (ประกอบด้วยสว. และผู้ติดสำรอง รวมกัน 140 คน) ทั้งนี้ “ดีเอสไอ” จะเรียกสอบระดับกลาง/บน ที่กันไว้เป็นพยานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกชั้นหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ จ.บุรีรัมย์ ที่มี สว. 14 คน มากที่สุดในประเทศไทย จะมีบุคคลในระดับต่างๆ ถูกเรียกสอบกว่า 1,000 คน จ.อ่างทอง กว่า 600 คน จ.อุทัยธานี กว่า 200 คน