กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ภายใต้การนำของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส.สู้ศึกไฟป่า -หมอกควัน – PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ไฟป่าตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2567 ถึง 30 มี.ค.2568 พบจุดความร้อนทั่วประเทศ 87,249 จุด โดยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มี 24,222 จุด ลดลง 15.71% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ส่วนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมี 26,085 จุด และนอกพื้นที่ป่าอีก 36,942 จุด ทั้งนี้ในเดือน เม.ย.นี้ ได้กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ประกอบด้วย​ 1.อุทยานแห่งชาติสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน 2.อุทยานฯ แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ลำพูน ตาก 3. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย จ.แม่ฮ่องสอน 4.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน และ 5.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี
ดร.​เฉลิมชัย​ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกรมป่าไม้​ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเต็มที่ พร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายปกครองและชุมชนในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการควบคุมไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ

“ได้สั่งการให้ทุก War Room เร่งยกระดับการป้องกันและควบคุมไฟป่าขั้นสูงสุด โดยจัดตั้งจุดเฝ้าระวังทั่วประเทศ 3,895 จุด ทำการลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ให้รณรงค์ประชา สัมพันธ์เชิงรุกแบบ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อสร้างความตระหนักถึงอันตรายจากไฟป่าแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จำนวน 2,527 ชุมชน 56,478 ครัวเรือน พร้อมทั้งดำเนินคดีต่อผู้ลักลอบเผาป่าตามกฎหมาย ภายใต้นโยบาย “เผาจริง จับจริง” และขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาในทุกพื้นที่ หากพบเห็นการ ลักลอบเผาป่า แจ้งได้ที่โทร 1362 สายด่วนพิทักษ์ป่า ตลอด 24 ชั่วโมง” รมว.ทส.กล่าว

ดร.เฉลิมชัย ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มเตรียมการในเดือน พ.ย.2567 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตก ที่ตรวจพบจุดความร้อนสะสมสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้เฮลิคอปเตอร์ของ ทส.เตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟป่าเมื่อเกิดเหตุได้ทันที โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าลึกยากต่อการเข้าถึง พร้อมสั่งการให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ทั้งของกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้และกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้ง 76 จังหวัดป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยเร่งด่วน

“รัฐบาลมีการยกระดับทั้งมาตรการทางสังคมและมาตรการทางกฎหมาย โดยมาตรการทางสังคม ได้มีการออกพบปะชาวบ้านในพื้นที่สร้างการรับรู้ขอความร่วมมือไม่เผาป่า รวมถึงสร้างข้อตกลงร่วมกันของชุมชนรอบแนวเขตป่า มีการจัดตั้งจุดเฝ้าระวังร่วมกับชุมชนทั่วประเทศ 3,895 ชุด ราษฎรได้รับการจ้างงาน 11,685 คน สำหรับมาตรการด้านกฎหมาย มีการประกาศปิดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสถานการณ์ไฟป่าในระดับวิกฤติ และได้กำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดลักลอบเผาป่า ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเนื้อที่เกิน 25 ไร่ จำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท กรณีเกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 2,000,000 บาท ส่วนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 – 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 – 2,000,000 บาท”

ดร.เฉลิมชัย ระบุ สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทส.ได้มีการประสานกับเลขาธิการอาเซียนไปแล้ว 2 ครั้ง ในเดือน ม.ค.และ ก.พ.2568 เพื่อขอความร่วมมือประเทศสมาชิกลดการเผาในที่โล่งโดยเร่งด่วนและติดตามแผนปฏิบัติการร่วมกับลาวและเมียนมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสอย่างต่อเนื่อง

“ฝากถึงพี่น้องประชาชนว่าทรัพยากรเป็นของพวกเราทุกคน ต้องช่วยกัน เพราะจากสถิติและการรายงาน ชี้ว่า 90% ของไฟป่าที่เกิดขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์ ขอให้ช่วยกันสอดส่องดูแล” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ขณะที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส.เป็นประธานประชุมติดตามการจัดการหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาในช่วง 60 วันอันตราย ให้แก่หน่วยงานในพื้นที่โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยเฉพาะพื้นที่ป่าที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุดใน 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลำปาง เชียงใหม่และแพร่และพื้นที่ที่เกิดการเผาในนาข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


นอกจากนี้ ขอให้ปรับแผนการดำเนินงานให้มีความเหมาะสม ชัดเจนและทันท่วงทีกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งให้จัดเวรยามในการป้องกันเฝ้าระวังไฟป่าในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและขอให้เจ้าหน้าที่ในสังกัด ทส.สนับสนุนการทำงานของจังหวัดอย่างเต็มกำลัง โดยเน้นการเฝ้าระวังพื้นที่ชุมชนรอบป่าที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง.