คณะอนุกรรมการสาขาผลกระทบจากแผ่นดินไหวและแรงลม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาและเสวนาในเรื่อง ผลกระทบของแผ่นดินไหว ขนาด 7.7 ต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมแนวทางการป้องกันภัยจากแผ่นดินไหว โดยนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่อาจส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมแนะนำวิธีการป้องกันและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัตินี้ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก วช. และ วสท.

ศ.ดร.วิโรจน์ บุญญภิญโญ ประธานคณะอนุกรรมการผลกระทบจากแผ่นดินไหว และแรงลม วสท. เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ว่า การสัมมนาและเสวนาในครั้งนี้ หลักๆ คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และเป็นการถอดบทเรียน ว่าเรามีอะไรบ้างที่เราควรจะพัฒนาต่อ เพื่อลดภัยพิบัติ พที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นการสร้างการตระหนักรู้ให้กับสาธารณชน เรื่องแผ่นดินไหวด้วย

อาคารสูงใน กทม. ส่วนใหญ่สอบผ่าน 

ศ.ดร.วิโรจน์ ระบุว่า จากที่ดูภาพความเสียหายของตึกต่างๆ ใน กทม. อาคารส่วนใหญ่ซึ่งเป็นลักษณะอาคารสูง ทั้งนี้ อาคารสูงตามนิยามของกฎหมาย คืออาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป และเนื่องจากผลกระทบครั้งนี้ เป็นคลื่นระยะไกล มีลักษณะของคาบยาว เพราะฉะนั้นลักษณะของอาคารสูงเหล่านี้ ถือว่าสอบผ่าน เพราะว่าเรามีมาตรฐานกำหนด แล้วหลักการออกแบบแรง แล้วในเรื่องของการเลือกระบบรูปทรงที่ดี ซึ่งการออกแบบรายละเอียดเหล่านี้ มีมาตรฐานกำหนด เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่จึงถือว่าดี ส่วนอาคารที่เสียหายส่วนใหญ่อาจจะเป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นก่อนจะมีมาตรฐานตัวนี้ก็ได้ หรือดีเทลลิ่งอาจยังไม่ครบถ้วนในบางบริเวณอาจเกิดความเสียหายบ้าง

อาคารรุ่นเก่ารอดเพราะออกแบบแรงลมช่วยต้าน

ศ.ดร.วิโรจน์ ระบุต่อไปว่า นอกจากนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นอาคารรุ่นเก่าที่ไม่ได้ออกแบบ อาคารต้านทานแรงแผ่นดินไหว แต่ว่าต้องมีการออกแบบรับแรงลม ดังนั้น แรงลมก็จะช่วยต้านทานแรงด้านข้างได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้จะไม่ได้ออกแบบอาคารต้านทานแรงแผ่นดินไหว ก็ยังพอรับได้ แต่ว่าการออกแบบอาคารต้านทานแรงแผ่นดินไหว ถ้าจะดีต้องเพิ่มความเหนียวให้กับโครงสร้าง ดังนั้นถ้าเราออกแบบแรงด้านข้างด้วย แล้วมีแรงลม มีแรงรับแผ่นดินไหว เพิ่มความเหนียว ก็จะทำให้โครงสร้างของเรา มีสมรรถนะที่ดี

“การออกแบบอาคารสูง ต้องคำนึงถึงสมรรถนะของอาคารสูงภายใต้ทั้งแรงแผ่นดินไหวและแรงลม การออกแบบที่ดีและถูกต้อง การก่อสร้างและใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานที่ดีและการควบคุมงานที่ดีทำให้ได้อาคารที่มั่นคงแข็งแรง ส่วนอาคารที่มีรูปทรงที่ดี ระบบโครงสร้างที่ดี การออกแบบรายละเอียดของโครงสร้างให้มีความเหนียว มีโครงสร้างส่วนเกิน ระดับของการครากแบบสมบูรณ์ ของโครงสร้างอาจมีค่าสูงกว่าระดับที่ออกแบบได้ถึง 2-3 เท่าตัว โดยโครงสร้างไม่พังทลายลงมาแม้จะมีความเสียหายของโครงสร้างหลัก อย่างไรก็ตาม สมรรถนะของอาคารสูงภายใต้แรงแผ่นดินไหวระยะไกลขนาด 7.7 ครั้งนี้ ส่วนใหญ่โครงสร้างหลักไม่ได้รับความเสียหาย แต่ควรมีการตรวจสอบและประเมินสมรรถนะของอาคารสูงภายใต้แรงแผ่นดินไหวและแรงลมอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจของทุกฝ่าย”

เสนอเพิ่มข้อกำหนดสรุปวิเคราะห์’แรงลม-แรงต้านแผ่นดินไหว ส่งตอนยื่นขออนุญาตสร้างอาคาร

ศ.ดร.วิโรจน์ ระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงของการเสวนา ตนได้เสนอในเรื่องของการออกแบบ ว่าในอนาคต ผู้ออกแบบควรต้องมีการสรุป รายการวิเคราะห์และออกแบบ เช่น มีการออกแบบแรงแผ่นดินไหวอย่างไรบ้าง รายละเอียดในการใช้วิเคราะห์แรงลม เพราะฉะนั้นหากมีจุดนี้ในข้อกำหนด ผู้ออกแบบจะมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น เพราะต้องทำสรุปทุกอย่างอยู่ในเอกสาร ยกตัวอย่าง อาคาร สตง. ที่ถล่ม หากมีรายการสรุปแบบนี้ เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบดู ก็สามารถดูได้ว่าการวิเคราะห์ออกแบบนั้นครบถ้วนเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ส่งผลให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นก็ไปดูในเรื่องของการก่อสร้าง การควบคุมงานหรือวัสดุต่อไปได้

แบบสรุปรายการนี้ เป็นข้อเสนอที่อยากให้หน่วยงานรัฐ มีการเพิ่มข้อกำหนดเพิ่มเติมในอนาคต ปกติเวลาขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ต้องส่งรายการคำนวณอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ลงรายละเอียด แต่ถ้าหากรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ออกข้อกำหนดเพิ่มเติมว่า เวลาส่งรายการคำนวณ ต้องมีรายการสรุปการออกแบบ ทั้งเรื่องการวิเคราะห์การออกแบบว่าใช้อะไรบ้าง ได้ผลหลักๆ เป็นอย่างไร ซึ่งหากมีแบบสรุปตัวนี้ก็จะทำให้ผู้ออกแบบมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุวิบัติของอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง ก็จะทำให้สามารถวิเคราะห์ถึงสาเหตุเบื้องต้นของการวิบัตินั้นๆ เกิดจากสาเหตุใด และหากรัฐบาล สามารถออกเป็นกฎกระทรวงได้ ก็จะครอบคลุมการก่อสร้างอาคารทั่วประเทศ ไม่เพียงแค่การก่อสร้างใน กทม. เท่านั้น”

ขณะที่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยถึงแผนรับมือแผ่นดินไหวกับอาคารสูงใน กทม. ทั้งเรื่องของโครงสร้างและภาพรวมเรื่องความปลอดภัยในอนาคตว่า ขณะนี้สิ่งที่ กทม. ดำเนินการอยู่ คือการตรวจประเมินอาคารทั้งหมด ว่ามีความเสียหายอะไรบ้าง รวมถึงถอดบทเรียนเรื่องนี้ร่วมกับ ฝ่ายวิชาการและทาง วสท. โดยต้องมอง 2 กลุ่ม คืออาคารของ กทม. เอง ซึ่งกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดูแล และภาพใหญ่ทั้งหมดอาคารใน กทม. ว่ามาตรฐานการออกแบบเมื่อปี 64 นั้น รับมือได้ไหม มีจุดอ่อนตรงไหน ซึ่งงานเสวนาในครั้งนี้ของ วสท. เป็นเรื่องที่ดี ก็จะได้ถอดบทเรียนเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์ ว่ายังมีจุดอ่อนอะไรที่ต้องปรับปรุง

“หลังจากนี้ กทม. เองก็คงต้องเข้มข้น และรู้ว่า กทม. มีจุดอ่อน เรื่องของการเป็นพื้นที่แอ่ง ดินต่ำที่รับผลสะท้อนกับแผ่นดินไหว อ่อนไหวกับเรื่องของแผ่นดินไหวมาก จึงต้องมีการออกแบบให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างอาคารไม่ว่าจะเป็นของหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนก็จะต้องก่อสร้างตามมาตรฐานออกแบบอาคารต้านทานแรงแผ่นดินไหว ตามกฎกระทรวงปี 2564 ทั้งนี้ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรอบนี้ จะเห็นได้ว่าอาคารต่างๆ ใน กทม. ไม่มีการพังทลาย นอกจากอาคารที่อยู่ระหว่างการสอบสวนอยู่ในขณะนี้ ส่วนอาคารที่สร้างขึ้นก่อนปี 2550 ถึงแม้จะไม่ได้มีการออกแบบเพื่อต้านแรงแผ่นดินไหว แต่เราก็ได้มีการออกแบบแรงลมไว้ ก็สามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดเราต้องเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจ โดยทีมวิจัยเรื่องแผ่นดินไหวของไทย ทำงานมาหลายสิบปีแล้ว และมีองค์ความรู้ระดับหนึ่งที่สร้างความมั่นใจ เชื่อมั่นได้ อาคาร กทม. ต้องปลอดภัย”