หนึ่งในนั้นเป็นข้อกังวลของ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) โดย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการ ศวปถ. ที่สะท้อนความเป็นห่วงแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ soft power  มหาสงกรานต์ ด้วยการสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่จัดกิจกรรมของตัวเอง ในมุมหนึ่งเข้าใจถึงนโยบายที่ต้องการอัดฉีดระบบเศรษฐกิจ แต่อีกมุมก็เป็นสัญญาณส่งเสริมให้คนออกเดินทางกันมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีคนเดินทางเพิ่มขึ้นและเดินทางระยะไกลขึ้น สังเกตได้จากการเกิดอุบัติเหตุในรัศมีมากกว่า 5 กิโลเมตร ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

ประกอบกับต้องยอมรับว่าโดยปกติ “สภาพการบังคับใช้” ช่วงเทศกาลมักทำได้จำกัด การจะกวดขันทางกฎหมาย เช่น ตรวจสอบใบขับขี่ การห้ามเด็กขับขี่ หรือการสวมหมวกกันน็อก ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ช่วงเทศกาลจึงเหมือนช่วง “สุญญากาศ” การบังคับใช้กฎหมาย

“หากตำรวจอยากเข้มงวดกับการสวมหมวกกันน็อก ห้ามเด็กไม่ให้ขี่รถ สิ่งเหล่านี้เจอแรงต้านแน่นอน และพอเป็นช่องว่างก็จะไปเพิ่มความเสี่ยงบนถนนให้มากขึ้น”

ทั้งนี้ หากเปรียบการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจเป็น “กลางน้ำ” ที่ทำได้จำกัด ผู้จัดการ ศวปถ. มองว่าสิ่งที่ควรเร่งสนับสนุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ “ต้นน้ำ” อย่างเจ้าของงานที่ต้องโยงความรับผิดชอบเข้ามามากขึ้น

นอกจากนี้ มองความรับผิดชอบระดับท้องถิ่นอย่าง “ด่านชุมชน” ซึ่งเป็นตัวช่วยในพื้นที่ ภายใต้กำลังพลของตำรวจที่ไม่เพียงพอรับมือกับการจัดกิจกรรมสงกรานต์ที่กระจายความเสี่ยงหลากหลายจุด ด่านชุมชนควรเพิ่มบทบาทและปรับจากมาตรการเชิงรับเป็นเชิงรุก

“สงกรานต์ความเสี่ยงกระจาย กำลังตำรวจไม่พอ ตัวช่วยคือด่านชุมชน แต่ก็ยังมีปัญหาแม้มีกระจายหลักพันพื้นที่แต่ก็ทำได้จำกัด ชุมชนบ้านเราเป็นมาตรการเชิงรับ ด่านไม่ได้มีอำนาจตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ทำได้แค่ขอความร่วมมือตักเตือน ซึ่งก็ไม่สามารถกำกับความเสี่ยงเด็กเจนใหม่ได้มากนัก”

ผู้จัดการ ศวปถ. ยังชี้ถึงจุดเสี่ยงสำคัญช่วงสงกรานต์ว่า ไม่เพียงแค่ช่วงเฉลิมฉลอง แต่เกิดขึ้นทั้งก่อน และหลัง 7 วันอันตราย เนื่องจากคนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับก่อน ยกตัวอย่าง สงกรานต์ปี 67 (11-17 เม.ย. 67) เฉพาะช่วงก่อน 7 วันอันตราย ในวันที่ 9 และ 10 เม.ย. 67 มีผู้เสียชีวิตรวมกัน 113 ราย  

ดังนั้น มองว่าหากเป็นไปได้ควรขยายมาตรการทางถนนให้ครอบคลุมมากกว่า 7 วันอันตราย หากต้องการรักษาความปลอดภัยของคนเดินทาง

“ความเสี่ยงปีนี้ยังคงคล้ายเดิม บางส่วนหลังสงกรานต์เลือกจะกลับเร็ว แต่บางส่วนเลือกเดินทางกลับวันที่ 16 เม.ย. ซึ่งกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยง เพราะสงกรานต์เป็นมีฉลองที่มากกว่าเทศกาลปีใหม่ หากฉลองเต็มที่ก่อนเดินทางกลับ จะมีเกิดภาวะความล้าสะสม จากการอดนอน การดื่มแอลกอฮอล์สะสม เมื่อไปเจอสภาพรถติดจึงมักหลับใน”               

ผู้จัดการ ศวปถ. เสนอว่าจากสภาพความเสี่ยงเหล่านี้ สิ่งที่ควรจัดการหลักๆ ได้แก่ 1.เพิ่มความเข้มงวดให้มากขึ้น ทั้งช่วงก่อน และหลัง 7 วันอันตราย 2.ช่วงฉลองควรเพิ่มมาตรการเชิงรุก และโยงความรับผิดชอบไปที่ต้นน้ำอย่างเจ้าของงานให้มีความรับผิดชอบร่วมด้วย และ 3.เพิ่มมาตรการบังคับใช้ให้มีสภาพบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน