เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ภัยพิบัติในครั้งนี้ ทำ ให้สังคมต้องร่วมกันถอดบทเรียน หาแนววิธีป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยง    และความสูญเสียในอนาคต กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดงานเสวนาวิชาการ “โลกเดือด แผ่นดินขยับ : อยู่กับความเสี่ยงอย่างไร ให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ณ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงานเสวนา รวมผู้เชี่ยวชาญถอดบทเรียนแผ่นดินไหวเมียนมา สู่แนวทางรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 250 คน และรับชมผ่าน Facebook Page : กรมทรัพยากรธรณี และ Youtube : DMR Channel กว่า 300 คน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องรวดเร็วเกี่ยวกับธรณีพิบัติภัย พัฒนาขีดความสามารถของทุกภาคส่วนในการรับมือและปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และส่งเสริมความร่วมมือจากหน่วยงานวิชาการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมของประเทศ

**ผลตรวจวัด18 ปีในไทยเกิดแผ่นดินไหว11,300 ครั้ง

นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์แผ่นดินไหว ความรุนแรงของประเทศไทยเมื่อเทียบกับทั้งโลก เราอยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่มีความรุนแรงเท่าสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือยุโรป แผ่นดินไหวในประเทศไทยที่มีข้อมูลบันทึกไว้เมื่อปีพ.ศ. 2557 ที่ จ.เชียงราย ขนาด 6.3 เท่านั้นเอง เกิดเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่ปี 2007 มีการแจ้งเตือน 11,300 ครั้ง จนถึงเดือน ก.พ. 2025 แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดขึ้นภาคเหนือ มีพื้นที่ภาคใต้บ้าง จ.สุราษฎร์ธานี มี 2 รอยเลื่อนแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ตรวจวัดมีความถี่มากขึ้นเพราะมีสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวที่เพิ่มมากขึ้นเช่น ขนาดแผ่นดินไหวขนาด 1 ริกเตอร์หรือต่ำกว่า 1ริกเตอร์ สถานีตรวจวัดได้สามารถจับได้ ข้อมูลของ กรมอุตุฯไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ตรวจวัด ข้อมูล ระบบซอฟต์แวร์เป็นมาตรฐานยุโรป อเมริกา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้แชร์ให้ประเทศดังกล่าวนำไปได้ใช้ด้วย

**กรมอุตุนิยมวิทยาเร่งศึกษาระบบ EER

นายนัฐวุฒิ กล่าวว่า  เหตุการณ์แผ่นดินไหว สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสที่จะเกิดกี่เปอร์เซ็นต์ในรอบกี่ปี เช่นโอกาสเกิด 2% ในรอบ 50 ปี คาบเวลาการกลับมา (Return Period) ประมาณ 2,500 ปีโอกาสที่จะเกิด 10%  ในรอบ 100 ปี 1,000 ปี กรมฯกำลังศึกษาว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหวแล้วมีโอกาสเคลื่อนที่ไปจากจุดเดิมในระยะเวลาเท่าไร ถ้าเราวางระบบ เอาหลักการนี้มาใช้จะทำในรูปแบบไหน ตัวแผ่นดินไหวที่เกิดส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมาในทิศทางใด ทำให้สามารถวางเป็นระบบเตือนภัยได้ ในอนาคตเทคโนโลยีน่าจะมีระบบ EER (Earthquake Early Warning System) หรือระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้า สำหรับประเทศไทย ที่ได้จากคลื่น P  (Primary) หรือคลื่นแรกที่ตรวจพบ โดยเครื่องวัดแผ่นดินไหว มีเวลาเดินทาง 8 กม.ต่อชม. ดังนั้น เรามีเวลา เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งมีผลต่อชั้นดินในแต่ละภูมิภาค ชั้นดินภาคกลางมีการขยายตัว คลื่นมีการเคลื่อนตัวที่ความเร็วเท่าไร

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ตอนนี้ตัวระบบ EER เริ่มศึกษามาระยะหนึ่ง แต่ด้วยข้อมูลบางอย่างอยู่ใกล้เรามาก เช่น รอยเลื่อนแถวศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี แค่เสี้ยววินาทีก็มาถึง กทม. แล้ว ตัวที่จะมองคือรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา รอยเลื่อนในลาว มีเวลาพอแจ้งเตือนประชาชนใน กทม. ประมาณ 2-3 นาทีก่อนคลื่นจะมาถึง ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา ผลการศึกษาออกมาถ้าทำได้มีรูปแบบของการวางสถานีตรวจวัดได้คงมีติดตั้งระบบได้ในอนาคต

**กรมทรัพยากรธรณีฯศึกษา 13 รอยเลื่อนเสี่ยง

สุวภาคย์ อิ่มสุนทร รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า สถานี   ตรวจวัดแผ่นดินไหวมีจุดวัดทั่วประเทศ ซึ่งกรมฯต้องทำงานร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สำรวจรอยเลื่อนทั้งหมดแล้ววางจุดวัด สิ่งที่กรมทรัพยากรธรณี ทำคือการวางโซนนิ่ง ส่วนการบอกล่วงหน้า (Prediction) เป็นหน้าที่         ของกรมอุตุฯ อย่างไรก็ตาม ธรณีพิบัติ ของประเทศไทยที่มากสุดคือน้ำท่วม ดินถล่ม แต่แผ่นดินไหวมีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 1% ซึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวไม่แตกต่าง กรมทรัพยากรธรณีสามารถระบุรอยเลื่อนที่มีพลัง พื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวจุดเริ่มต้นมาจากรอยเลื่อนที่       มีพลัง ซึ่งเราได้ศึกษาแล้ว 16 แนว มั่นใจมากว่าทั้ง 16 แนวเป็นพื้นที่เสี่ยงแนวรอยเลื่อน นอกจากนี้ยังศึกษาอีกอย่างน้อย 13 รอยเลื่อน แปลว่ายังมีพื้นที่ ที่น่าสนใจที่จะเป็นพื้นที่เสี่ยงอีกเพิ่มขึ้นหรือไม่

รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า รอยเลื่อนไม่ได้เกิดทุกวันนาน ๆ ที    จะเกิด โดยเฉพาะระดับ 5 เราได้มีสถิติทุก 10 ปี หรือ 5 ปีจะเกิดขึ้น 1 ครั้งในพื้นที่ประเทศไทย แต่รอยเลื่อนที่พบเป็นรอยเลื่อนที่ไม่มีพลังมากนัก โดยใช้การคำนวณด้วยสมการต่าง ๆ รอยเลื่อนของประเทศไทยสูงสุดที่ทำให้เกิดเหตุแผ่นดินไหว ไม่เกิน 7 จริงคือ 6.9 และพื้นที่เสี่ยงเป็นพื้นที่เสี่ยงไม่เหมือนกัน พื้นที่เสี่ยงที่มีพลังส่งผลกระทบต่อแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางที่มีแผ่นดินไหวรุนแรงจะอยู่ในระยะ 20 กม. ที่จะมีปริมาณริกเตอร์ที่สูง หลังจากนั้นสมการจะลดลง จากการศึกษาพื้นที่เสี่ยงจริง ๆ ประมาณ 18% มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าความรุนแรงไม่เกิน 7 ริกเตอร์ จริงๆแล้วมีการเผื่อระดับความรุนแรงไว้แล้ว ซึ่งอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ไม่เคยบันทึกไว้ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2568 ไทยมีศูนย์กลาง 2,700 ครั้ง แต่ในเชิงรายละเอียดจำนวนริกเตอร์ไม่เยอะ คือเกือบทั้งหมดต่ำกว่า 3 ริกเตอร์ แทบจะไม่สะเทือน ตัวที่น่าสนใจความรุนแรงคือระดับ 4 ขึ้นไป ซึ่งระยะ 10 ปีเกิด 62 ครั้ง  แผ่นดินไหวขนาด 5 ริกเตอร์ถึง 5.9 เกิดขึ้นจำนวน 8 ครั้ง แผ่นดินไหวที่เกิดมากกว่า 6 ริกเตอร์ เคยเกิด 1 ครั้งที่แม่ลาว จ.เชียงราย

ส่วนข้อมูลของประวัติศาสตร์ที่วัดได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบันเรามีเหตุการณ์แผ่นดินไหวสำคัญ 6 ครั้ง อยู่ในรอบ 5-12 ปี ปี 2518 เกิดขึ้นที่จ.ตากขนาด 5.6 ริกเตอร์ ปี 2526 เกิดขึ้นที่ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรีขนาด 5.9 ริกเตอร์ แรงสั่นไหวส่งมาถึง กทม. ต่อมาปี 2537 เกิดขึ้นขนาด 5.1 ริกเตอร์ ปี 2549 เกิดขึ้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ขนาด 5.1 ริกเตอร์ และเกิดขึ้นที่ วังเหนือลำปาง 6.9 ริกเตอร์ นี่คือสูงสุดที่ประเทศไทยเกิดแผ่นดินไหวรองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ให้รายละเอียด

 เมื่อเกิดข่าวคราวแผ่นดินไหว สิ่งที่ประชาชนกลัวคือเหตุวิกฤติเขื่อนแตก เช่นเดียวอาคารสูงใน กทม. รองรับแผ่นดินไหวได้อย่างไร เวทีเสวนานี้ได้ออกมายืนยันถึงความแข็งแกร่งของเขื่อนในประเทศไทย

 “ให้คำมั่นว่าเขื่อน ตึกสูงในทางธรณีเชื่อมั่นได้ว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงวิศวกรรมจากเหตุแผ่นดินไหว” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมและฐานราก ม.เกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูล พร้อมขยายความว่า เหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมามีจุดศูนย์กลางที่ห่างกันนับ 1,000 กม. คนบางพื้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ เช่นที่ จ.สิงห์บุรี หรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ไม่ปรากฏว่ายอดเจดีย์มีรอยร้าวจนหล่นลงมา นั่นมีสาเหตุเพราะที่ตั้งของ กทม. อยู่ในพื้นที่ดินอ่อน และเป็นแอ่งตะกอนซึ่งดินชั้นล่าง ๆ เป็นชั้นน้ำบาดาลมีทรายกับดินเหนียวสลับกัน แต่ชั้นบนสุดคือชั้นสีแดงเป็นดินอ่อนซึ่งมีกำเนิดมาตั้งแต่ 5-6 พันปี กรุงเทพฯตั้งอยู่บนดินอ่อนหนาประมาณ 8-12 เมตร บางที่ 20 เมตร ขณะเดียวบางจังหวัดก็ตั้งอยู่บนดินอ่อน เช่น จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา คนในพื้นที่ของ  2 จังหวัดนี้ จึงรับรู้ถึงแรงสั่นไหวของแผ่นดินไหว

**กรุงเทพฯดินอ่อนไม่เท่ากัน

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวว่า  ม.เกษตรศาสตร์ เคยทำวิจัย สำรวจหลุมเจาะจากการก่อสร้างในพื้นที่ กทม. แล้วทำการวิเคราะห์ พบว่าพื้นที่ดินอ่อนใน กทม. หนาไม่เท่ากัน บางที่หนามาก บางที่หนาน้อย โดยรวมแล้วส่งผลต่อการตอบสนองไม่เท่ากัน จะเห็นว่าพื้นที่ดินอ่อนมากไม่ได้อยู่ใจกลางกทม. อยู่ที่สมุทรปราการ อ.บางพลี อ.บางบ่อ

“ประเด็นไม่ว่าจะไหวที่ เมียนมา หรือแผ่นดินไหวที่รอยเลื่อนมีพลังต่างๆที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนด คลื่นที่เข้ามาจะเข้ากักในแอ่งตะกอนเหมือนกับเรามีกะละมังแล้วเอานิ้วดีดน้ำ คลื่นจะสะท้อนอยู่ข้างใน เพราะว่าดินอ่อนมีพลังงานอยู่ด้านใน ส่งเสริมให้มีการสั่นไหวมากขึ้น ประเด็นที่มีผลต่ออาคารสูงคือพลังงานกับจังหวะเมื่อคลื่นแผ่นดินไหวส่งมา ถ้าอยู่ไกลความแรงไม่มีผลเพราะอยู่ไกล แต่จังหวะการสั่นพอดีกับอาคารสูงพอดี แผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสกาย ทำให้อาคารสูงใน กทม. มีการสั่นไหวมาก เพราะจังหวะการสั่นไปพ้องกับอาคารสูงพอดี” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ อธิบาย

**ช่วงชีวิตคนอาจเจอรอยเลื่อนสะกายได้ 2 ครั้ง 

ศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายการออกแบบอาคารใน กทม. ได้พิจารณาเรื่องดินอ่อนไปแล้วในปี 2564 เชื่อหรือไม่ปี 2562 อาคารสูงที่รู้สึก ได้แล้ว แต่ไม่เป็นข่าว ข้อมูลในพื้นที่รอยเลื่อนสะกายยาว 500 กม. และยาวไปถึงบนบกอีกประมาณ 500 รวมแล้ว 1,000 กม. เกิดทุก 30 ปี      ดังนั้นคนใน กทม. อาจเจอกับรอยเลื่อนสะกายประมาณ 2 ครั้งช่วงชีวิต อย่างไรก็ตามการออกแบบอาคารรองรับแผ่นดินไหวได้พิจารณาทั้งระยะใกล้เกิดใน กทม. ระยะไกล ไม่ว่าจะเกิดในรอยเลื่อนสะกาย อาระกัน อันดามัน ศรีสวัสดิ์ การออกแบบตามข้อกฎหมายได้พิจารณาไว้หมดแล้ว ซึ่งคลื่นของแผ่นดินไหวเปรียบเทียบคลื่นที่มายังต่ำกว่าโค้ดที่เราใช้ แต่พบว่าอาคารคอนโดเสียหายบริเวณผนังได้ ต้องเข้าใจวิศวกรไม่ได้ออกแบบผนัง ออกแบบเฉพาะโครงสร้างหลักไม่ให้พัง

**เขื่อน 5 พันแห่งออกแบบรับแผ่นดินไหวแล้ว

สำหรับข้อมูลของเขื่อน รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าวว่า เขื่อนในประเทศไทยมี 5 พันกว่าเขื่อน เขื่อนขนาดใหญ่ประมาณ 1,000 เขื่อนอยู่ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) กรมชลประทาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นหน่วยงานที่มีวิศวกรดูแล เขื่อนขนาดเล็กถูกโอนไปให้ท้องถิ่น ซึ่งมีประมาณ 3-4 พันเขื่อนมีวิศวกรจำกัด เขื่อนถูกควบคุมการรองรับแผ่นดินไหวโดยกฎกระทรวงปี 2564 เวลาพูด    ง่าย ๆ ถ้าเขื่อนเสียหายอาคารบ้านเรือนจะอยู่ไม่ได้แล้ว เขื่อนเราออกแบบให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหวหนัก ๆ อาจร้าวได้ เสียหายได้ แต่ต้องไม่พัง เขื่อน        ศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ที่อยู่ทางภาคตะวันตก ซึ่ง กฟผ. ประเมินขนาดแผ่นดินไหวที่อยู่ใกล้แรงมีโดยใช้ตัวใกล้แรงแล้วมีแรงกระทำสูงสุดมาเป็นตัวพิจารณา ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเขื่อนเสียหายจากแผ่นดินไหว จากรอยเลื่อนแม่ลาว ซึ่งมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ประเทศไทยขนาด 6.3 ทำให้เขื่อนแม่สรวยได้รับแรงกระทำแผ่นดินไหว 0.33 จีซึ่งถือว่าแรงมาก เขื่อนที่รองรับแผ่นดินไหวได้ดีคือเขื่อนที่เป็นหินถม คือแกนเป็นดินเหนียวข้าง ๆ เป็นหินถม เช่นเขื่อนศรีนครินทร์ จากเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนั้นทำให้กรมชลประทานต้องซ่อมทั้งเขื่อน เป็นเขื่อนแรกที่แก้ไขจากเหตุแผ่นดินไหว

**วิศวกรต้องการข้อมูลรอยเลื่อนที่ชัด

สำหรับทางออกในอนาคตในการป้องกันแผ่นดินไหว หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมและฐานราก ม.เกษตรศาสตร์ ตั้งคำถามว่า รอยเลื่อนในประเทศไทยได้สำรวจหมดแล้วหรือยัง ทำได้ไม่ได้ยากและไม่ได้ใช้งบประมาณสูง เรื่องนี้สำคัญเมื่อไม่มีข้อมูลจากนักธรณีประกอบ ในฐานะวิศวกรจะทำงานไม่ได้ สิ่งที่ควรดำเนินการคือการสำรวจรอยเลื่อนมีพลังในพื้นที่ใกล้ กทม. คือรอยเลื่อนนครนายก ลำตะคอง

“ในมุมมองของนักวิชาการกรมทรัพยากรธรณีควรเข้าไปสำรวจรอยเลื่อนให้กระจ่างชัด”

นอกจากนี้ควรมีองค์กรที่ทำภาพใหญ่เรื่องแผ่นดินไหวในประเทศ นำข้อมูลจากทุกหน่วยงานมารวมกันแล้วแจ้งเตือนประชาชน เหมือนกับเรื่องน้ำที่มีหน่วยงานสนทช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) มีระบบการแจ้งเตือน สามารถติดตั้งเซ็นเซอร์ติดตั้งบนตึกถึงระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว เพราะกรณีคนวิ่งออกจากตึกจากหลังเหตุแผ่นดินไหวผ่านไป 1-2 วัน ซึ่งเซ็นเซอร์สามารถตรวจจับความแรงของแผ่นดินไหว ทำให้ประชาชนรู้ได้ว่าแผ่นดินไหวมีขนาดความรุนแรงขนาดไหนที่ไม่เป็นอันตราย และสามารถเช็กความแข็งแรงของตึกได้ หากไม่ปลอดภัยสามารถเข้าไปเสริมแรงได้ ขณะเดียวสามารถโยงไปถึงเรื่องระบบประกันภัย ที่เปรียบกับการซื้อสุขภาพถ้าตรวจแล้วแข็งแรงไม่มีความเสี่ยงเบี้ยประกันจะน้อยลงไป นอกจากนี้ประเทศไทยควรมีการลงทะเบียนผู้รับเหมาเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้มีแต่การก่อสร้างอาคารของรัฐเท่านั้นที่มีการลงทะเบียนผู้รับจ้างทำโครงการ แต่การก่อสร้างอาคารในภาคเอกชนยังไม่มี

นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมโลกร้อน กล่าวว่า ความแปรปรวนทางภูมิอากาศมีผลเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวเป็นทางอ้อม ซึ่งผลงานวิจัยยังไม่ได้ปรากฏเด่นชัด จากเรื่องก๊าซเรือนกระจก ทำให้โลกร้อนชัดเจนอยู่แล้ว จุดแข็งที่กระทรวงทรัพย์ทำร่วมกับกระทรวงในแต่ละพื้นที่มีเครือข่ายประชาชน กรมทรัพย์มีมิสเตอร์เตือนภัย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีเครือข่าย อาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.อส.) ดูแลป่าป้องกันไฟป่าโดยภาคประชาชาน เพื่อตั้งรับเมื่อเกิดภัยพิบัติสามารถรับมือได้ ภัยแผ่นดินไหว เป็นเหตุภัยพิบัติใหม่ของคนไทย

 อะไรก็เกิดขึ้นได้เทศกาลสงกรานต์ฝนตกชุ่มฉ่ำ เป็นเรื่องที่หนึ่งในช่วงชีวิตคนอาจจะเห็นไม่กี่ครั้ง การตั้งรับเหตุภัยพิบัติบนฐานข้อมูลที่ถูกต้องทำให้เราไม่ตื่นตระหนกพร้อมกับการรับมือที่ถูกต้อง.