จากกรณี ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิตวิศวกรโครงสร้าง ชาวไทย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์กิตติคุณของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โพสต์แชร์คลิปยูทูบหัวข้อ 8 วินาทีวิกฤติกลไกการถล่มตึก 30 ชั้น จนราบเป็นขนมชั้น ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
‘สตง.’สถิติใหม่โลก! 8 วินาทีวิกฤติ กลไกการถล่มตึก30ชั้น จนราบเป็นขนมชั้น
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.กิตติคุณ ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิตวิศวกรโครงสร้าง ชาวไทย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์กิตติคุณของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ได้ออกมาสรุปประเด็นให้ความรู้เรื่องอาคาร สตง.แห่งใหม่ถล่มลงใน YouTobe ชื่อว่า DrWorsak จนทำใหกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก พร้อมอธิบายดังต่อไปนี้ “การถล่มของตึก สตง. เป็นแบบ “pancake collapse” หรือถล่มแบบขนมชั้น อาคารสูงทั่วไปที่ได้รับการออกแบบอย่างถูกต้อง และใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานตามแบบ โอกาสที่จะเกิดพังทลายจะเป็นไปได้ยากมาก โดยเฉพาะเกิดการสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นผลจากคลื่นแผ่นดินไหวที่อยู่ไกล ปกติอาคารสูงก็จะแกว่งไกวได้ แต่โอกาสที่จะแกว่งไกวแล้วพังทลายลักษณะเป็นขนมชั้นนั้นมีได้ยาก”
“หลังเกิดเหตุได้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นของตนลงเฟซบุ๊ก กับมีคำถามอยู่เรื่อยๆ “ในสร้างตึกที่เห็นทำไมไม่เห็นรูปทรงของปล่องลิฟต์” โดยเปรียบเสมือนเป็นกระดูกสันหลังของอาคาร ทำไมถึงหายไปไหนหมด และทำไมซากคอนกรีตที่เห็นจะรู้สึกว่าไม่เกาะติดกับเหล็กเลย และสิ่งที่ตนจะอธิบายต่อไปนี้คือ การสันนิษฐานเบื้องต้นจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่ โดยไม่ได้ตั้งใจชี้ถูกชี้ผิด สุดท้ายแล้วผู้รับผิดชอบก็ต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่ฝ่านรัฐบาลตั้งขึ้นมา”

“หากทำลายอาการสูง 30 ชั้น ภายในเวลา 8 วินาที จะต้องทำให้โครงสร้าง คือเสาและกำแพงรับแรงวิบัตรพร้อมกันในเสี้ยววินาที แต่ในขณะนั้นอาคารจะลอยตัว ก่อนที่แรงโน้มท่วมจะดึงมวลทั้งหมดของอาคารตกพื้นอย่างรวดเร็ว และนี่คือหลักการรื้ออาคารสูง ด้วยวิธีการระเบิดแบบควบคุม การเดินทางของคลื่นแผ่นดินไหว จากจุดศูนย์กลางที่เกิดแผ่นดินไหวมาถึงกรุงเทพมหานนคร แผ่นดินไหวที่เมืองมัณฑะเลย์ ถือว่ามีขนาดสูง แต่เกิดไกลจากกรุงเทพฯ 1,030 กม. แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือคนในตึก กทม. จะรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหว แต่คนที่อยู่พื้นดินหรืออาการเตี้ยถึงจะรู้สึกน้อยกว่า เนื่องจากภาคกลางเป็นแอ่งดินอ่อน”

อีกทั้ง “เมื่อคลื่นแผ่นดินไหวมาถึง กทม. คลื่นความถี่ต่างๆ จะถูกดินซึมซับ เหลือแต่คลื่นยาวความถี่ต่ำ เมื่อผ่านดินอ่อน กทม. จะถูกขยายขึ้น จึงส่งผลต่ออาคารสูง และทำให้เกิดการแกว่งไกวให้พอรู้สึกได้ แต่อาคารที่ก่อสร้างตามมาตรฐาน อาจจะเกิดรอยร้าวที่ผนังอิฐ ซึ่งสามารถซ่อมแซมได้ หลักสำคัญแม้จะเกิดเสียหายบางจุด แต่อาคารจะต้องไม่ถล่มทลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เนื่องจากอยู่ห่างจากแผ่นดินไหว โดยลักษณะการพังแบบนี้ เสาและกำแพงต้องวิบัติพร้อมกัน จึงทำให้มีการพังถล่มลงมา”

นอกจากนี้ “ตามหลักวิศวกรรมการพังถลายแบบ pancake collapse เกิดได้ 2 รูปแบบ คือ แบบแรกเมื่อเสาและกำแพงรับวิบัติพร้อมกัน ในขณะนั้นเสาและกำแพงข้างล่างของอาคาร จะไม่สามารถรับน้ำหนักได้ต่อไป จึงทำให้เกิดการพังทลาย และทำให้เกิดซากมีลักษณะเป็นชั้น ส่วนแบบที่ 2 นั้น พื้นชั้นบนหลุดออกจากเสาและกำแพง จะทำให้พื้นชั้นบนตกลงมากระแทกพื้นกับพื้นชั้นถัดลงมา จะทำให้เกิดการพังเหมือนโดมิโน สุดท้ายก็เกิดลักษณะเป็นชั้นๆ เช่นเดียวกัน”

โดย “ศาสตราจารย์กิตติคุณ” ได้อธิบายโครงสร้างของ สตง. ที่สูง 30 ชั้น โดยมีโครงสร้างหลักอยู่ 3 ประเภทดังนี้
1. เสา จะรับน้ำหนักของอาคารในแนวดิ่ง
2. ปล่องลิฟต์ ซึ่งช่วยต้านแรงลม และรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
3. พื้นแผ่นเรียบ จะมีการอัดแรงด้วยลวดพิเศษ
อีกทั้ง “จุดที่น่าสังเกตจะเป็น “ปล่องลิฟต์” ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของอาคาร แต่ไปชิดอยู่ขอบของอาคาร จึงทำให้ศูนย์กลางแห่งการปิดตัวหมุนของอาคาร เยื้องไปจากจุดศูนย์กลางของตัวอาคาร จึงให้อาคารเกิดการบิดตัว โดยมีเสา 4 ต้น ที่มุม และมีปล่องลิฟต์อยู่ใต้ขอบอาคาร เครื่องหมายกากบาท คือ ศูนย์กลางของการหมุนของอาคาร และวงกลมสีแดง คือ ศูนย์กลางของอาคาร เมื่อ 2 จุดไม่ตรงกันจึงทำให้อาคารเกิดการบิดตัว”

อย่างไรก็ตาม “เมื่อดูในคลิปตอนตึกถล่ม จะเห็นเสาชั้นล่างสุดพังถล่มแบบบิดตัว และชั้นบนๆ ถล่มลงมาพร้อมกันโดยไม่มีการกระแทกกันเป็นการถล่มแบบ pancake ชนิดแรก และสามารถอธิบายภาพที่เราเห็นหลังตึกถล่มว่า เหล็กเส้นแทบจะแยกตัวออกจากคอนกรีตทั้งหมด คอนกรีตเหมือนกลายเป็นอิฐดินร่วนๆ เพราะคอนกรีตถูกทำลายจากการกระแทกอย่างรุนแรง เนื่องจากถล่มลงมาพร้อมกัน แต่อาคารสูงทั่วไปจะไม่เป็นแบบนี้ นี่คือสิ่งผิดปกติที่ทำให้ตึก สตง. ถล่ม จากแผ่นดินไหวที่ห่างไกลนับ 1,030 กม.”
ขอบคุณข้อมูล : DrWorsak





