เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์บริหารงานจราจร (ศจร.ตร.) พร้อม พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. น.ส.ณัฎกร โอภาสทิพากร นักวิชาการขนส่งชำนาญการ กรมการขนส่งทางบก และ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมแถลงผลประชุมการบูรณาการความร่วมมือการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน อันเกิดจากการกระทำผิดของผู้ใช้รถใช้ถนน นอกจากนี้การประชุมยังได้เชิญบริษัทที่ให้บริการขนส่งอาหารสิ่งของ และเครือข่ายด้านความปลอดภัยบนท้องถนน เข้าร่วมประชุมหารือ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการประชุมเพื่อกำหนดมติการบูรณาการความร่วมมือกัน โดยใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดย ตร. จะบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มรถ จยย. ที่กระทำผิด ในพื้นที่เขตเมือง เขตชุมชน หรือเขตสถานศึกษา อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ได้กำหนดมติการบูรณาการความร่วมมือกันโดยแบ่งเป็น 3 ประเด็น ดังนี้ 1. มาตรการบังคับใช้กฎหมาย จะบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มรถ จยย. ที่กระทำผิด ในพื้นที่เขตเมือง เขตชุมชน หรือเขตสถานศึกษา อย่างเข้มงวด ในข้อหา ขับรถย้อนศร (ปรับไม่เกิน 500 บาท) ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (ปรับไม่เกิน 1,000 บาท) ขับรถจยย.บนทางเท้า (ปรับตาม พ.ร.บ.จราจรฯ 400-1,000 บาท และปรับตามพ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ ไม่เกิน 5,000 บาท) รวมถึงการขับรถปาดซ้ายปาดขวา ซึ่งเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว (ปรับ 400-1,000 บาท)

ทั้งนี้ นอกจากการออกใบสั่งตามปกติแล้ว หากพฤติการณ์การกระทำผิดข้างต้นดังกล่าวมีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน หรือประชาชนทั่วไป ตำรวจจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในข้อหา ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000-10,000 บาท โดยจะต้องมีสอบสวนดำเนินคดีและยื่นฟ้องผู้กระทำผิดต่อศาล ยึดรถจยย.ที่ใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลางในคดีและมีคำร้องขอให้ศาลริบเป็นของแผ่นดิน ซึ่งจะใช้วิธีการตรวจจับการกระทำผิด 5 วิธี ประกอบด้วย 1.ตรวจพบการกระทำผิดซึ่งหน้าในขณะอำนวยความสะดวกการจราจร 2.การใช้ชุดสายตรวจจราจรออกตรวจในพื้นที่จุดเสี่ยงที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง 3. การตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจร 4. การใช้กล้องตรวจจับความผิด 5. การรับข้อมูลจากประชาชน ที่บันทึกเหตุการณ์การกระทำผิดดังกล่าว

สำหรับความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการกำกับติดตามผู้กระทำผิดกฎหมาย เช่น กทม. ได้ร่วมบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการขับรถบนทางเท้า ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 กรมการขนส่งทางบก ร่วมบูรณาการกำกับดูแล การจัดตั้งวินรถจยย.สาธารณะ และการขอจดทะเบียนขึ้นทะเบียนเป็นรถจยย.สาธารณะ หากกระทำความผิดตามหลักเกณฑ์ของกรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาต หรือพักใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราว

ส่วนบริษัทที่ให้บริการด้านการขนส่งสินค้าและอาหารดิลิเวอรี่ ร่วมบูรณาการใช้มาตรการองค์กร กำกับดูแลผู้ขับขี่ในสังกัดให้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดย ตร.ประสานข้อมูลประวัติการกระทำผิด ข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้บริษัทคัดกรองผู้ขับขี่ที่มีคุณภาพและปฏิบัติตามกฎจราจร และบริษัทจะเพิ่มหมายเลขพนักงานหลังเสื้อบริษัท

นอกจากนี้ยังมีช่องทางให้ประชาชน ส่งคลิปกล้องหน้ารถ ที่บันทึกภาพเหตุการณ์การกระทำผิดกฎหมายจราจรและมีพฤติการณ์การขับขี่ที่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อบุคคลอื่น เพื่อให้ตำรวจติดตามดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ โดยดำเนินการร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ สวพ.91 จส.100 และภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมเป็น “อาสาตาจราจร” หากพบการกระทำผิดและมีคลิปบันทึกเหตุการณ์สามารถส่งคลิปมาได้ในช่องทางที่กำหนด ได้แก่ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร., จส.100, สวพ.91, มูลนิธิเมาไม่ขับ โดยคณะทำงานศจร.ตร. จะตรวจสอบข้อมูลจากคลิปของประชาชน หากพบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย จะส่งข้อมูลไปยังสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ นอกจากนี้มูลนิธิเมาไม่ขับ จะมีมอบรางวัลให้กับเจ้าของคลิป ทุกเดือน เดือนละ 10 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 50,000 บาท

จะเริ่มต้นมาตรการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจะเริ่มใช้อย่างเข้มข้น ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. เพื่อมุ่งหมายในการสร้างวินัยการขับขี่ ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมีตัวอย่างการดำเนินคดีตามมาตรการดังกล่าวจากกล้องหน้ารถที่บันทึกการกระทำผิดของรถจยย. ที่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดงในพื้นที่ สน.พหลโยธิน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้เชิญตัวผู้ขับขี่ที่กระทำผิดมาแจ้งข้อหา ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร และขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ ซึ่งจะนำตัวส่งฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือต่อไป
ด้าน นายสกลธี กล่าวว่า ทาง กทม. ได้กวดขันการฝ่าฝืนขับขี่รถจยย. และ จอดบนทางเท้า อย่างเข้มงวดตั้งแต่เดือน ก.ค.61-ปัจจุบัน ได้ 40,000 ราย เป็นเงินเข้าราชการ 44 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการจับซึ่งหน้า ส่วนการดำเนินการปรับตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด ปรับในข้อหาดังกล่าวได้ไม่เกิน 5,000 บาท แต่เป็นนโยบายของ กทม. ที่จะปรับ 2,000 บาท ในทุกกรณี อีกส่วนหนึ่งที่ให้ประชาชนได้แจ้งเบาะแสเข้ามาด้วยตั้งแต่กวดขันมามีผู้แจ้งแล้วทั้งสิ้น 160,000 ราย ปรับไปแล้ว 77,000 เรื่อง ในกรณีไม่สามารถติดตามตัวได้ ก็จะส่งดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน 38,000 เรื่อง ส่วนเงินค่าปรับทั้งสิ้นที่มีผู้แจ้งเบาะแสเข้ามา ทางกทม. จ่ายไปแล้ว 2,600,000 บาท
ขณะที่ นพ.แท้จริง กล่าวว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากผู้ขับขี่รถจยย. ร้อยละ 80 มีสถิติผู้เสียชีวิต เดือน พ.ย. 358 คน ตั้งแต่ ม.ค.-ปัจจุบัน 10,926 คน ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้นปีเสียชีวิตแล้ว 686 คน



