กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือดอยู่ในขณะนี้ ภายหลังจากที่มีการออกมาเปิดคลิปนาทีดุเดือด เมื่อลูกนักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังใน จ.ปทุมธานี ได้ขับรถหวาดเสียว อีกทั้งยังหัวร้อนขับปาดหน้ากระแทกรถกระบะ จนทำให้เสียหลักพุ่งชนไหล่ทาง ส่งผลให้คนขับรถกระบะซึ่งเป็นผู้สูงอายุบาดเจ็บ

อีกทั้ง พนักงานสอบสวนได้แจ้งดำเนินคดีใน 4 ข้อหา ประกอบด้วย ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส (ลุง), ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ (ป้า), ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น และทำให้เสียทรัพย์ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ทนายอานนท์ เชื้อสัตตบงกช” ได้ออกมาเปิดข้อกฎหมาย ถึงกรณีลูกนักการเมืองชื่อดัง ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว “รู้ข่าวทันกฎหมาย กับทนายอานนท์ เชื้อสัตตบงกช” เมื่อขับรถหรูปาดหน้าและกระแทกรถกระบะจนเกือบเสียหลักนั้น จะผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง พร้อมให้ข้อมูลว่า “ภาพจากกล้องวงจรปิดจับได้ค่อนข้างชัด ​โดยในจุดดังกล่าวหากมองดูดีๆ จะเป็นถนนลักษณะบีบจาก 3 เลน เหลือ 2 เลน โดยรถเก๋งวิ่งอยู่เลนชิดแบริเออร์ด้านใน ส่วนรถกระบะวิ่งอยู่เลยกลาง พอมาถึงช่วงรวมเลน รถกระบะกับรถเก๋งก็มาแทบจะพร้อมกัน จนรถเก๋งมีการหักหลบจากท้ายกระบะ ชนเข้ากับขอบทางได้รับความเสียหายเล็กน้อย ทำให้วิ่งตามเอาคืนจนกลายเป็นเหตุการณ์”

อีกทั้ง ถ้ามองในแง่รถกระบะจะมีการรวมเลน อาจจะเบียดเข้าไปในเลนเข้าไปรถเก๋ง กระบะเปลี่ยนเลนเข้าไปแบบกระชั้นชิด ส่วนนี้รถกระบะผิด โดยการเปลี่ยนเลนจะต้องให้สัญญาณไฟอย่างน้อย 30 เมตร แต่หากมองเป็นการรวมเลน ต้องดูเกี่ยวกับเรื่องทางร่วมแยก ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 4 (9) ระบุไว้ว่า “ทางร่วมแยก หมายถึง พื้นที่ทางเดินรถ 2 สาย ตัดผ่านกันรวมบรรจบกัน หรือติดกัน เรียกว่า ทางร่วมแยก”

นอกจากนี้ “ทางร่วมแยกกฎหมายกำหนดให้คนขับปฏิบัติตามมาตรา 71 ภายใต้บังคับมาตรา 21 เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงทางร่วมแยก ถ้าหากมีรถอยู่ในทางร่วมแยก ต้องให้รถในทางร่วมแยกผ่านไปก่อน แต่ถ้ากรณีที่มาถึงพร้อมกัน ไม่มีรถอยู่ต้องให้รถทางซ้ายมือผ่านไปก่อน เว้นแต่เป็นทางเอกทางโท ต้องให้ทางเอกผ่านไปก่อน แต่ถ้าเป็นกรณีนี้รถทางซ้ายมือ นั่นก็คือ รถกระบะต้องไปก่อน”

ถ้ารถกระบะมาถึงทางร่วมแยกก่อน จะเข้าข่ายมาตรา 40 โดยระบุว่า ผู้ขับขี่ต้องขับห่างรถคันหน้า ในระยะที่พอจะหยุดรถได้ในเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน แต่ตามภาพเหตุการณ์ รถกระบะน่าจะมาถึงก่อนแล้วอยู่ซ้ายมือ แต่รถบีเอ็มพยายามเร่งขึ้นมา จึงเกือบชนท้าย แล้วต้องหักหลบจนไปชนแบริเออร์ ตรงนี้มองได้ว่ารถเก๋งอาจจะเป็นฝ่ายประมาทเอง การที่รถเก๋งหลังเกิดเหตุในครั้งแรก ตัวเองเกิดโมโหแล้วไปชนแบริเออร์ ขับไล่รถกระบะ หากขับตามแล้วปาดหน้าจะไม่ประมาท คำว่าประมาทกฎหมายกำหนดไว้ว่า “เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลเช่นนั้นจำต้องมีวิสัยและพฤติการณ์ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่”

อย่างไรก็ตาม “รถเก๋งเจตนาตั้งใจขับจนทำให้รถกระบะบาดเจ็บสาหัส ก็เข้าข่ายเจตนาทำร้ายให้ได้รับบาดเจ็บ หรือการกระทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ไม่ตาย ก็อาจเข้าข่ายพยายามฆ่าได้ ถ้ามองตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ จะถือว่าขับรถไม่คำนึกถึงความปลอดภัยด้วย” ทนายอานนท์ กล่าว

ขอบคุณข้อมูล : ทนายอานนท์ เชื้อสัตตบงกช