22 เมษายนของทุกปี ซึ่งตรงกับ ‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประชาคมโลกจะร่วมกันพิจารณาทบทวนบทบาทและความรับผิดชอบในการดูแลรักษาโลกของเรา สำหรับปี 2025 นี้ นับเป็นวาระที่มีสำคัญยิ่งกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นจุดกึ่งกลางของการนับถอยหลังสู่ปี 2030 หรือที่เรียกว่า ‘Countdown 2030’ ซึ่งเป็นเดดไลน์ของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดไว้ นั่นหมายความว่า โลกของเราเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปีเท่านั้น ในการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมโลก จึงควรหันกลับมาพิจารณาว่า บ้านเรามีความก้าวหน้าเพียงใดในการดูแลสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ การลดปัญหาขยะและมลพิษ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีสิ่งใดที่เราดำเนินการได้ดีแล้ว และมีประเด็นใดบ้างที่เรายังต้องเร่งดำเนินการ พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนเป้าหมายภายใต้กรอบเวลาที่เหลืออยู่นี้
บทบาทของประเทศไทยต่อ SDGs
ประเทศไทยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเป้าหมาย SDGs ในหลายด้าน ซึ่งหลักๆ แล้วจะปักธงไปที่การรักษาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ 6 ว่าด้วยการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและการเข้าถึงน้ำสะอาด, เป้าหมายที่ 7 ที่เน้นการเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่เป็นธรรม, เป้าหมายที่ 11 ในเรื่องการพัฒนาเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน, เป้าหมายที่ 12 ที่ส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน, เป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, เป้าหมายที่ 14 ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มหาสมุทรและทรัพยากรทางน้ำ ตลอดจนเป้าหมายที่ 15 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศบนบก
เป้าหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และสุขภาวะของประชากร
สถานการณ์และความคืบหน้าของไทยในปีล่าสุด
ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: แม้ข้อมูลจากรายงาน Climate Change Performance Index (CCPI) ประจำปี 2025 ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 24 ของโลก ทว่าประเทศไทยยังได้รับคะแนนค่อนข้างต่ำในส่วนของนโยบายด้านพลังงานหมุนเวียนและการดำเนินงานเชิงนโยบายระดับชาติเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในส่วนของนโยบายด้านพลังงาน: รัฐบาลไทยได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการเร่งพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดในภาพรวม และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นไปตามกรอบของแผนพลังงานแห่งชาติที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568
ด้านทรัพยากรน้ำ: ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ แม้ว่าจะมีความพยายามในการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่การกระจายทรัพยากรน้ำอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข
ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ: ปี 2568 นับเป็นปีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้และสัตว์ป่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ด้านมลพิษ: ยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งในช่วงต้นปี 2568 ได้เผชิญกับวิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศที่รุนแรง ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้พุ่งสูงขึ้นจนนำไปสู่การตัดสินใจปิดโรงเรียนกว่า 350 แห่งในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานและยังคงรอคอยแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม
ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะ: หนึ่งในความคืบหน้าที่สำคัญคือ การออกมาตรการ ‘ห้ามนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศอย่างเด็ดขาด’ ตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อควบคุมปัญหาขยะพิษและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
อุปสรรค โอกาส และแนวทางขับเคลื่อนที่เป็นไปได้
แม้จะมีความคืบหน้าไปบ้างแล้วในบางประเด็น ทว่าประเทศไทยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคอยู่หลายประการ ซึ่งก็มีตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มงวดเท่าที่ควร, ข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงาน, การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชนที่ยังไม่ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมถึงการขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และและพฤติกรรมของประชาชนที่ยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน
ดังนั้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างโอกาสใหม่ๆ และส่งเสริมความร่วมมือในทุกภาคส่วน เช่น การสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียวที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ การสร้างความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ การปรับปรุง บังคับใช้กฎหมายและนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการขยายการสื่อสารและการให้ความรู้เพื่อปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนในทุกช่วงวัย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
วันคุ้มครองโลกในปีนี้ จึงมิได้เป็นเพียงโอกาสในการตระหนักถึงการ ‘คุ้มครองโลก’ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นการร่วมกันลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘โลกที่เราต้องการในปี 2030 คือโลกที่เราต้องเริ่มสร้างวันนี้’



