นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ระบุภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลหามาตรการเร่งด่วน ลดราคาน้ำมันว่า คณะทำงานภาคประชาชนยังยืนยันข้อเสนอเดิมในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยเฉพาะการกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การตัดค่าพรีเมียมที่อ้างอิงราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของไทย การกำหนดเพดานค่าการตลาดใหม่ ไม่เกิน 1.85 บาทต่อลิตร และการทบทวนบทบาทกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันทำให้ผู้ใช้น้ำมันบางประเภท ต้องแบกรับภาระอุดหนุนเชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น น้ำมันชีวภาพ และก๊าซหุงต้ม หากทำตามข้อเสนอของภาคประชาชน จะทำให้เกิดโครงสร้างราคาใหม่ โดยเบนซิน จะลดลง 4.23 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 4.20 บาท ดีเซล บี 7 ลดลง 4.60 บาท ดีเซล ลดลง 5.50 บาท ทั้งประเทศจะรอดทันที

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ความล่าช้า เพราะทุกวันที่ผ่านไป ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงเกินจริงวันละประมาณ 800–1,000 ล้านบาท รวมแล้ว 115 วันที่ผ่านมา ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นนับแสนล้านบาท ขณะที่โรงกลั่นและผู้ประกอบการบางส่วนได้รับกำไรนับแสนล้านจากวิกฤติราคาพลังงานที่เกิดขึ้น และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากผลประกอบการไตรมาสแรกของโรงกลั่นทั้ง 6 โรง มีกำไรเพิ่มขึ้นโรงละ 200–900% ซึ่งผิดปกติ”

ทั้งนี้ประชาชนไม่ควรต้องรอจนกว่าการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบจะแล้วเสร็จ เพราะความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกวัน หากรัฐบาลใช้มาตรการชั่วคราวควบคู่ไปด้วย ราคาน้ำมันสามารถลดลงได้ทันทีประมาณ 4-5 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่ลดลง เพราะส่วนต่างจำนวนหนึ่งถูกนำไปจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันแทนที่จะสะท้อนเป็นราคาขายปลีกที่ถูกลง คนใช้เบนซินจำนวนมากไม่ใช่คนร่ำรวย แต่เป็นผู้ประกอบอาชีพทั่วไป ไรเดอร์ คนส่งอาหาร หรือประชาชนที่ต้องใช้รถทำมาหากิน จึงไม่ควรต้องแบกรับภาระแทนคนกลุ่มอื่น  

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แม้ว่าราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับลดลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง จึงทำให้ราคาน้ำมันในประเทศ ไม่สามารถปรับลดลงฮวบฮาบได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกองทุนน้ำมันยังติดลบอยู่  57,000–58,000 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาก็ทยอยลงมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ถ้าเทียบกับช่วงที่เกิดวิกฤติแรงๆ ราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซล ก็ทยอยลดลงมามากกว่าลิตรละ 10-12 บาทแล้ว ล่าสุดวันที่ 25 มิ.ย. กลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ก็ลดลงมาลิตรละ 80 สตางค์ ณ เวลานี้ ทางกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็เก็บเงินน้ำมันดีเซล เข้ากองทุนเพียงลิตรละ 68 สตางค์ ไม่ได้เก็บเยอะเลย ขณะที่เก็บเงินกลุ่มเบนซิน–แก๊สโซฮอล์ เข้ากองทุนลิตรละ 2.83 สตางค์ และค่าการตลาด ณ เวลานี้ก็คุมไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 2 บาท ตามมติ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อยู่แล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เก็บเงินเข้ากองทุนฯ เยอะเลย และต่อไปหากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงกว่านี้ เชื่อว่า ราคาน้ำมันในประเทศจะทยอยปรับลดลงเช่นกัน

ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่า ทำไมราคาน้ำมันของลาว ที่นำเข้าน้ำมันจากไทย แต่ขายถูกกว่าน้ำมันไทย ซึ่งเป็นข้อมูลวันที่ 17 มิ.ย. ขอชี้แจงว่า ไทยขายน้ำมันสำเร็จไปยังประเทศลาว ขายเฉพาะราคาน้ำมัน แต่ราคาน้ำมันในประเทศไทย ยังประกอบไปด้วยต้นทุนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ค่าการตลาดอีก แต่ล่าสุดราคาน้ำมันวันที่ 25 มิ.ย. ราคาน้ำมันประเทศลาว แพงกว่าประเทศไทยแล้ว โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ไทย ราคาลิตรละ 38.05 บาท ลาว ลิตรละ 45.44 บาท ส่วนดีเซล ไทย ราคาลิตรละ 37.50 บาท แต่ลาว ราคาลิตรละ 37.69 บาท