สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลกฉบับใหม่ โดยเป็นการรวมมาตรภารภาษีบางส่วน ซึ่งสหรัฐประกาศให้มีผลบังคับใช้แล้ว ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ระดับ 2.8% ในปีนี้ ลดลง 0.5% จากการคาดการณ์เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ไอเอ็มเอฟประเมินว่า จะอยู่ที่ 3.0% ลดลง 0.3% จากการคาดการณ์เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
Our new WEO out. The global economy is entering a new era. Effective tariff rates reach levels not seen in a century. We project global growth at 2.8% for 2025—a major downgrade reflecting escalating trade tensions and high policy uncertainty. https://t.co/GGmkCGKeZd pic.twitter.com/SAMl1ZKX8y
— Pierre-Olivier Gourinchas (@pogourinchas) April 22, 2025
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟมองว่า ระเบียบเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา กำลังถูกปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบใหม่ โดยเป็นผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐ หากมาตรการดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ความไม่แน่นอนและความตึงเครียดทางการค้าจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า การเติบโตการค้าโลกในปีนี้จะลดลงกว่าครึ่ง ผลจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ
IMF Growth Projections: 2025
— IMF (@IMFNews) April 22, 2025
????????US: 1.8%
???????? Germany: 0.0%
????????France: 0.6%
????????Italy: 0.4%
????????Spain: 2.5%
????????UK: 1.1%
????????Japan: 0.6%
????????Canada: 1.4%
????????China: 4.0%
????????India: 6.2%
????????Russia: 1.5%
????????Mexico: -0.3%
????????KSA: 3.0%
???????? Nigeria: 3.0%
????????RSA: 1.0% pic.twitter.com/LzX730aUw6
สำหรับคาดการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า จะขยายตัวที่ระดับ 1.8% ในปีนี้ ลดลง 0.9% จากการวิเคราะห์เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2569 เนื่องจากนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐเอง ความตึงเครียดทางการค้า และอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง
นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐ เป็น 3.0% ในปีนี้ และ 2.5% ในปีหน้า ส่วนคาดการณ์เศรษฐกิจจีน ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ จะอยู่ที่ 4.0% ในปีนี้ ลดลงจาก 5.0% เมื่อปี 2567 เนื่องจากการใช้จ่ายงบประมาณรัฐที่เพิ่มขึ้น ยังไม่อาจชดเชยผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐได้.
เครดิตภาพ : AFP



