สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงความตึงเครียดทางการค้ากับจีน ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันขึ้นภาษีกับอีกฝ่ายอยู่ที่อัตราอย่างน้อย 145% และจีนตอบโต้ด้วยอัตราภาษีอย่างน้อย 125% ว่าความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง “เป็นไปด้วยดี” และเขา “จะไม่เล่นแรงเกินไป” กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน


ทรัมป์เชื่อมั่นว่า “สหรัฐกับจีนจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และทำงานร่วมกันได้” และ “หากจีนไม่อยากทำข้อตกลง สหรัฐต้องเป็นฝ่ายกำหนดเอง” แล้วกล่าวว่า เขาจะลดภาษีให้กับอีกฝ่าย “ลงอย่างมีนัยสำคัญ” แม้ยังคงเน้นว่า “ไม่ใช่เหลือศูนย์” แต่ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า “จะไม่สูงอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้”


แม้ผู้นำสหรัฐยังคงสงวนท่าที ว่าจะมีการลด “ภาษีพื้นฐาน” ที่มีการเรียกเก็บจากทั่วโลกในอัตรา 10% ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. หรือไม่ แต่คำกล่าวล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับจีน เกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ ให้ความเห็นว่า การตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่วกับจีน จะก่อให้เกิด “ความไม่ยั่งยืนทางการค้า” และกล่าวถึง “การลดระดับความตึงเครียดทางการค้า” ระหว่างสหรัฐกับจีน


อนึ่ง กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการที่มีหลายประเทศพยายามหาทางเจรจากับสหรัฐ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้า ว่า “การจำยอมและการตามใจเพื่อให้อีกฝ่ายพอใจ ไม่มีทางนำไปสู่สันติภาพ และการประนีประนอมจะไม่ได้รับการให้เกียรติ”


นอกจากนี้ “การแสวงหาผลประโยชน์ชั่วคราวอย่างเห็นแก่ตัว โดยใช้วิธีทำลายผลประโยชน์ของผู้อื่น ไม่ต่างอะไรกับการแสวงหาหนังเสือ วิธีนี้มีแต่จะจบด้วยความล้มเหลวทั้งสองฝ่าย และยังเป็นการทำร้ายผู้อื่นด้วย” ดังนั้น จีนไม่เห็นด้วยและคัดค้าน การที่ประเทศใดก็ตามแสวงหาข้อตกลงกับสหรัฐ ด้วยการทำลายผลประโยชน์ของจีน และจีนจะตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง.

เครดิตภาพ : AFP