สร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆไม่น้อย หลังจากนักแสดงแถวหน้าของเมืองไทย “นุ่น วรนุช” ได้รับเชิญให้เข้าร่วมรายการ “Ride the Wind 2025” หรือเฉิงเฟิง เป็นรายการวาไรตี้โชว์ชื่อดังของจีน ซึ่งออกอากาศมา 6 ซีซั่นแล้ว เปิดโอกาสให้ดารานักแสดงหญิงจากทั่วโลกทำการแสดง ด้วยเป้าหมายส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างจีนกับนานาชาติ โดยซีซั่นก่อนหน้านี้มี ใหม่ ดาวิกา นักแสดงหญิงชาวไทยชื่อดังอีกคนหนึ่ง เข้าร่วมด้วย ซึ่งขณะที่ปี 2568 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทย โดยทางสาวนุ่นได้จัดสกิลโชว์สุดความสามารถ ทั้งร้อง ทั้งเต้น ให้แฟนๆ ชาวจีนได้ชมกันเต็มที่ ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดในงานกาล่าภาพยนตร์เรื่อง “สุสานคนเป็น” สาวนุ่นได้เปิดใจหลังบินไปร่วมออกรายการดังที่เมืองจีน สำหรับการเข้าร่วมรายการดังกล่าว ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งในแง่ของภาษา การซ้อมร้องซ้อมเต้น แม้จะมีความกังวลในตอนแรก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ล้ำค่า โดยเธอเผยว่า

“สำหรับรายการที่ไปร่วมมาคือ เหนื่อยแล้วก็ยาก มันเป็นรายการ Ride the wind 2025 เหมือนแข่งขันรวมนักแสดง หลากหลายสาขา ก็มาทำโชว์กัน ทำกลุ่มกันแล้วก็มีการโหวตกันให้คะแนนกันจริงๆ ยากค่ะ แล้วภาษาจีนด้วย เราก็พูดภาษาจีนไม่ได้ แต่ก็สนุกเราก็พยายามสื่อสาร ก็มีน้องที่เด็กที่สุดเป็นหัวหน้าทีมเราแล้วก็จิตใจดีมาก นุ่นว่าสิ่งสำคัญนอกจากการได้ทำโชว์ ได้เรียนรู้ภาษา คือได้มิตรภาพที่ดีมาก แล้วก็ได้ไปเห็นการทำงานของประเทศจีน เค้าทำงานกันหนักมาก บางวันตารางงานวันถัดไปมาตอนตีสี่ หรือมีบางวันเลิกตีห้าก็มี มีเวลาในการซ้อมน้อยมากๆ เอารวมๆ แล้วก็น่าจะประมาณ 7 วัน คือความท้าทายบางครั้งก็คิดอยู่ว่าตัวเองไปทำอะไรตรงนั้น แล้วเราจะทำยังไงเพราะว่าการสื่อสาร แต่เขาก็เตรียมล่ามให้เรา ล่ามก็จะคอยพูดให้เราฟังอยู่ตลอด มันก็เหมือนต้องสื่อสารหลายด้าน หรือบางครั้งพออยู่ไปฟังภาษาจีนได้บ้างก็จะฟังคำเอาแล้วก็รู้ว่าเขาพูดว่าอะไร ล่ามก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดมันก็เหมือนรายการที่มีกล้องอยู่ตลอดเวลา ก็แปลกดีก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ในอายุเท่านี้ วันที่ถูกเลือก คือรายการมันเหมือนรายการที่ทุกคนจะต้องมีผลงานมาแล้ว ก็จะมีนักแสดงคนนึงที่เป็นนักแสดงของฮ่องกง ก็เป็นนักแสดงที่อาวุโสที่สุดแล้วก็ดังมากๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังดังมากๆ นุ่นก็ดีใจจังเลยว่านักแสดงต่างชาติพอเวลาดังเขาก็ยังมีคนชื่นชม คอยติดตาม ได้เห็นการทำงานหลายๆ ด้านของเขา ก็รู้สึกประทับใจ แล้วก็ได้มองว่าที่อื่นเขาเป็นยังไง พออยู่ตรงนั้นเรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรต่อ ทุกอย่างจะค่อนข้างนิ่งเหมือนกัน เราเองก็ต้องใช้สติเหมือนกัน เพราะมันเป็นรายการเรียลลิตี้ก็ต้องมีการเล่นเกมส์จะโชว์เพลงอะไรก็ต้องเล่นเกมส์ ก็เลยไม่รู้สึกว่ามันต้องกังวลอยู่ตลอด คือแค่ว่าเราต้องทำอะไรต่อ

สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจที่จะไป คือตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะไปหรอ จนทุกวันๆ อาจจะเป็นโปรเจ็กต์ที่พอดีกันแล้วเหมือนเรื่องนี้จบพอดี แล้วมันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่มันได้ แล้วสิ่งที่ได้กลับมามันเป็นโลกใหม่อีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ทางด้านของโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับเขา ก็รู้สึกว่ามันมีทั้งดีแล้วก็ไม่ดีควบคู่กันไป แต่สุดท้ายแล้วเราเสพสื่อต่างๆ ที่คนคอมเมนต์ถึงเรา เราก็ต้องปล่อย ส่วนในเรื่องของผลงานจะมีแบบอื่นไหม เป็นแค่โปรเจ็กต์นี้ อย่างอื่นก็ยังไม่มี ติดต่อได้ ถ้ามีงานโกอินเตอร์เข้ามายินดีค่ะ นุ่นรู้สึกว่าจริงๆ วงการบันเทิงไทยมันก็มีอะไรเปลี่ยนมากขึ้น แล้วก็ยังมีโอกาสให้กับนักแสดงไม่ใช่แค่นุ่นนะคะแต่ยังมีน้องๆ หลายคน รุ่นพี่หลายคนให้ได้ไปทำงาน คิดว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วตัวนุ่นเองก็รู้สึกว่ายังรักการทำงานอยู่ ยังมีความสุขที่ได้ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ก็โอเค ถ้าไม่ยากจนเกินไปนะ (ในรายการหลายคนว้าวกับความสวยของเรา) กล้องรัก (หัวเราะ) แต่จริงๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องของโปรดักชั่น ก็ต้องขอบคุณ เพราะทุกที่มีกล้องหมดบางพื้นที่มีถึง 20 ตัว มันก็ค่อนข้างเยอะเขาก็สามารถเก็บได้ทุกมุม ก็ขอบคุณนะคะที่ทำให้นุ่นได้มีโอกาสได้ไปร่วมรายการดีๆ แบบนี้ รายการนี้มันต่อยอดอาชีพนักแสดงของเรา ไม่ได้คาดหวัง แต่แค่เรามีโอกาสได้ไปมันก็โบนัสชีวิตแล้วเหมือนกัน (ไหนๆ แล้วมีซักหนึ่งซิงเกิ้ลไหม) อาย น่าจะยังไม่มี ไม่ได้คิดเลยค่ะ ส่วนสามีคอมเมนต์ยังไงบ้าง ไม่ได้คอมเมนต์อะไรเลยค่ะ พอไปทำงานที่จีนถามว่ามีเสียโอกาสอะไรไหมก็ถ้ามีก็คงจะเป็นการเสียโอกาสที่มีงานติดต่อในไทยแล้วไม่ได้รับ แต่ในเมื่อเราเลือกที่จะรับงานตรงนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นประสบการณ์ เพราะเป็นงานที่เราเลือกแล้ว ไม่ว่าผลตอบเราจะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องนึง นุ่นก็ขอบคุณแฟนๆ ชาวจีนที่ให้การสนับสนุนมาตลอด หลายคนก็คือไปรอตลอด เลิกตี3ก็มารอเจอ คือเขาพยายามมากจริงๆ คือทุ่มเทให้ความรักเรา”





