เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวภายหลังยื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสารระบบ ให้ตรวจสอบจริยธรรมของ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษา (กมธ.) การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ว่า การยื่นของตนครั้งนี้ ไม่ได้จองเวรจองกรรม หรือกระทำการต่างๆ ด้วยความสะใจหรืออะไรต่อ น.ส.รักชนก เพราะที่ผ่านมาตนติดตามทั้งเรื่องมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จนเมื่อกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ตนได้รับหนังสือให้เข้าร่วมประชุม กมธ.ติดตามงบฯ ซึ่งตนสนับสนุนการทำงานของ น.ส.รักชนก ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายและความถูกต้อง แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นไปโดยความถูกต้อง หรือตามกระบวนการ ข้อบังคับของสภา หรือคณะกรรมาธิการ ก็จำเป็นต้องทำหนังสือเพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาและวินิจฉัย

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ และไม่ได้ถามพรรคประชาชน เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และนางนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ร่วมลงชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ส่งถึงศาลฎีกา พิจารณาให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษตรวจสอบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่มาวันนี้ น.ส.รักชนก ประกาศว่าจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.พิจารณาโครงการ TH-AI passport ซึ่งตนขอถามว่าการที่พรรคประชาชนและน.ส.รักชนกได้ร่วมลงชื่อด้วย แต่กลับจะเสนอเรื่อง TH-AI passport ให้ ป.ป.ช.วินิจฉัยนั้น เปรียบเสมือนคุณกำลังทำตอไม้ที่ตายแล้ว ที่เน่าไปแล้ว แต่วันนี้คุณกลับเอาน้ำไปรด คิดอะไรกันอยู่ ทั้งที่ผ่านมายื่นให้ตรวจสอบ ป.ป.ช. เพราะไม่ไว้ใจ แต่วันนี้คุณบอกว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้องก็จะยื่นให้ป.ป.ช.พิจารณาอีก ขอถามว่าใช้ตรรกะอะไรที่จะยื่นให้หน่วยงานที่คุณไม่ไว้วางใจ

นายสนธิญา กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องการให้ประธานสภาพิจารณาคือ 1.ก่อนการประชุม กมธ. ในเฟซบุ๊กของ น.ส.รักชนก โพสต์ว่าจะเชิญตนมาร่วมประชุม ในวันที่ 18 มิ.ย. ด้วย และด้านล่างมีคำว่าจุ้น คืออะไร และเผลอเตะชามข้าวหมา ซึ่งในที่ประชุม กมธ. ตนถาม น.ส.รักชนก ว่า หมายถึงตนหรือไม่ อย่างไร เพราะมีชื่อตนอยู่ด้วย แต่ น.ส.รักชนก บอกว่า เป็นเพราะผู้สื่อข่าวนำไปลง แล้วขอให้ตนทำหนังสือสอบถามไปยังผู้สื่อข่าวผู้นั้นเอง และเมื่อน.ส.รักชนกไม่ตอบ ตนก็ถือว่าการประชุมดังกล่าว ตนไม่มีศักดิ์ศรีอะไรในสายตาท่านประธาน แต่เห็นว่ากรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สส. และประธาน กมธ. เป็นผู้ที่น่าเชื่อถือ แต่กลับไปกล่าวหาว่าผู้อื่นว่าจุ้น ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน จุ้น แปลว่ายุ่งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และไปเตะชามข้าวหมาของบุคคลอื่น ตนถามว่า หมาเป็นของตนหรือหมาเป็นของใคร และคำพูดนี้เป็นคำพูดเปรียบเทียบ ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธาน กมธ. หรือ สส. ไม่ควรจะพูดหรือกระทำการโพสต์ลงในรูปแบบนั้น

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ฉะนั้น การกระทำดังกล่าวของ น.ส.รักชนก เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน 2.ถือว่า น.ส.รักชนก โกหกในการประชุม กมธ. ทั้ง 2 คณะ คือ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ และ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ประชุมร่วมกัน 3.การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรม พ.ศ. 2563 ประมาณ 7 ข้อ และ 4.ในการประชุมของทั้ง 2 กมธ. ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนาษฎร ได้เห็นชอบอนุมัติในหลักการให้มีการประชุมหรือไม่ เพราะตนเคยเป็น กมธ.กฎหมายฯ มาแล้วเกือบ 3 ปี ไม่เคยเห็นการประชุมร่วมเช่นนี้ ดังนั้น ตนจึงขอให้ประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ข้อบังคับสภา และคณะกรรมาธิการปี 61 หรือข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการทั้งหมด โดยตนต้องการความกระจ่างและชัดเจน รวมถึงไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าเรื่องหมาๆ จุ้นหรือไม่จุ้น เพราะกรณีการที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะทำหน้าที่ปกป้อง หรือสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณ การดำเนินการของสภา ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 (1) (2) ประกอบมาตรา 50 ที่พึงกระทำได้ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา.