เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. รัฐสภา “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ติดตามงบฯ) และ สส.รังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport หลังมีการจัดรับฟังความเห็นหรือประชาพิจารณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

“โครงการ TH-AI Passport แจก AI ใช้ฟรี 5 ล้านสิทธิ วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ยังมีข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเงื่อนไขในร่างขอบเขตงาน  ความคาดหวังคืออยากให้ยกเลิกโครงการ ซึ่งถ้าหากอยากจะทำจริงๆ จะต้องไปตั้งโครงการเพื่อใช้งบประมาณในปีถัดไป เพื่อทำให้โครงการทุกอย่างถูกต้องไร้ข้อครหา นี่คือธงหลักเป็นเป้าหมายของพรรค แต่ถ้า “รมต.นก” ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะเดินหน้าลุยไฟก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ดิฉันคิดว่ามีราคาที่ต้องจ่าย” น.ส.รักชนก กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มีภาคประชาชนและกลุ่มคนหลายฝ่ายออกมาคัดค้านเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าโครงการนี้มีปัญหา หากโครงการมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ตามมาคือการฟอกเงิน เงินจะถูกทำให้ขาวสะอาด และไหลเข้าสู่วงการเมือง นี่เป็นการต่อสู้กับปัญหาอาชญากรรมที่อาจจะมีนักการเมืองหรือนักธุรกิจเข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีผู้ร้องว่า โครงการ TH-AI Passport อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันเถื่อน ซึ่งจะต้องดูข้อมูลของผู้ร้องอีกครั้ง  

บรรยากาศการประชุมไม่ค่อยเรียบร้อยนัก เมื่อ สส.พรรคภูมิใจไทยใน กมธ. ถามถึงความถูกต้องที่ กมธ. 2 ชุดจะมาทำเรื่องเดียวกัน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย สงสัยว่าในการประชุมครั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ กมธ.ที่รับผิดชอบ น่าจะเป็น กมธ.วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม มีการยื่นเรื่องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า เมื่อมีการประชุมในสัปดาห์หน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมประชุม จะเสียเวลาในการชี้แจง

“บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ช่วยย้ำว่า นี่เป็นการดำเนินการโดยความเห็นของประธาน กมธ.เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กมธ.กฎหมายไม่ได้พิจารณาในเรื่องนี้ และไม่ควรเอาความเห็นประธานเพียงคนเดียวมาบรรจุเป็นวาระ ซึ่งทุกอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาอยู่ การประชุมร่วม กมธ.ตามข้อบังคับต้องได้รับความเห็นชอบจากประธานรัฐสภา และยังมีขั้นตอนอื่นอีกมากมาย  

“ผมไม่ว่านายรังสิมันต์หรือ น.ส.รักชนกหรอก แต่นี่เป็นวิธีการเล่นเอาแบบเด็กๆ เอาหัวสองหัวมาชนกัน ไอ้เนี่ย เด็ก และอย่ามาใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ การเป็นประธาน กมธ. ไม่ใช่เจ้าของประธานบริษัท มันมีพรรคการเมืองหลายพรรคมาร่วม มันต้องเป็นมติร่วมกัน ถ้าผิดข้อบังคับ ก็อาจจะผิดจริยธรรม หากผิดจริยธรรมก็ถูกพ้นการเป็น สส. ผมขอไม่ร่วมสังฆกรรม และไม่เห็นด้วยที่จะให้ กมธ.กฎหมายประชุมเรื่องนี้ นี่เป็นการใช้วิธีซิกแซ็ก เอาเรื่องเข้าไปผูกโยงกัน 2 กมธ. แบบนี้เรียกว่าตะแบง ผมจะไม่ส่งเรื่องนี้ไปยังประธานรัฐสภาเพียงแค่อยากให้ยึดหลักกฎหมาย”

หลังประชุม น.ส.รักชนก ให้สัมภาษณ์ว่า พูดตรงๆ วันนี้ กมธ.ไม่ได้รับข้อมูลอะไรใหม่เพิ่มเติม แต่สาธารณชนได้รู้ว่า ในการพยายามตามหาความจริงรักษาผลประโยชน์ของประชาชน กลับมีบางคนที่ไม่ได้เห็นเหมือนกับเรา เช่น ในภาคส่วนของ สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนโยบายของนายกฯ ที่ออกมาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตัวประธาน กมธ.หรือรัฐมนตรี ทำให้ดูเหมือนมีการออกมาช่วยปกป้องรัฐมนตรีช่วยแก้ไขข่าวให้ วันนี้หลายคนจะมีการแย่งทำหน้าที่กันใหญ่ กว่าจะได้ประชุมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และดำเนินการประชุมไปแบบตะกุกตะกัก

กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติต่างๆ เช่น TOR ที่ส่อว่าจะมีการล็อกสเปกและผิด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่ห้ามตั้งเงื่อนไขที่จะระบุว่าเป็นยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง แต่นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี บอกทำทุกอย่างถูกต้องตามระเบียบราชการทุกประการ สิ่งที่ กมธ.รู้สึกคือเราไม่รู้จะถามอะไรแล้วในเมื่อปลัดย้ำมากกว่า 10 ครั้งว่าถึงอย่างไรก็คงจะเดินหน้าต่อและไม่พบเห็นความผิดปกติในโครงการนี้ จึงขอให้ปลัดยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรมาด้วย ประชุมครั้งถัดไปอาจจะเชิญผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง.และป.ป.ช. มาหารือ

ที่ทำเนียบรัฐบาล “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยก่อนการประชุมเวลา 13.16 น. นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการมองว่านายกฯ ยึดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไปกำกับดูแลแทน ว่า ได้คุยกับนายกฯ นายกฯ เขาเห็นว่าหลังจากนี้ควรจะเป็นเรื่องของการไปดึงผู้มาลงทุนในอีอีซี  จึงตกลงกันว่านายกฯ รับเรื่องนี้กลับคืนไป 

“กระทรวงคมนาคม เรามีโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ต้องให้การสนับสนุนอีอีซีอีกหลายเรื่อง ผมจึงขอกลับมาโฟกัสที่กระทรวงคมนาคมน่าจะเหมาะสมกว่า ไม่เช่นนั้นหากเราทำงาน 2 ทางกลัวว่าสุดท้ายแล้วจะไม่สำเร็จสักทาง และด้วยความเป็นมืออาชีพของนายกฯ และมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศตลอด คิดว่านายกฯ มีโอกาสได้เจรจากับผู้ประกอบการ และนักลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเชิญชวนมาลงทุนในพื้นที่อีอีซี  ที่จะเสี้ยมกันว่าผมสบายใจหรือไม่ ถูกยึดคืนหรือไม่ ต้องบอกว่าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ผมและนายกฯ ได้หารือกันเป็นที่เรียบร้อยกันไปก่อนแล้ว ในพรรคภูมิใจไทยเราพูดคุยกันทุกมิติ โดยเฉพาะผมกับนายกฯ” นายพิพัฒน์ กล่าว

“รมต.เอ” สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกฯ จะประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรคทุก 1 ปี เพื่อให้เร่งทำผลงาน ว่า “ดี นายกฯ ทำถูกต้องแล้ว รัฐมนตรีคนไหนไม่เหมาะ ผู้เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องพิจารณา ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐมนตรีได้เร่งทำงาน ทุกคนจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ บางครั้งการเมืองถูกมองเป็นเรื่องของโควตามากจนคิดว่า บางคนยังอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร หรือบางคนอาจจะเป็นบุคคลที่สำคัญ นายกฯ แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีใครที่จะสามารถยึดเก้าอี้เป็นของตัวเองได้นานถ้าไม่ทำงาน” 

เมื่อถามว่า ที่ต้องประเมิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลถูกโจมตีหลายเรื่องหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติของทุกที่ ทุกเรื่องที่โดนโจมตี เป็นโอกาสที่ดีของรัฐมนตรีของกระทรวงนั้นๆ ที่จะออกมาชี้แจง

เป็นที่น่าสนใจมาก การขู่ประเมินเป็นเพราะโดนหลายเรื่องรุม ทั้ง TH-AI Passport  เขากระโดง แลนด์บริดจ์  กู้เงิน มาเฟียภูเก็ต ไลน์หลุดช่วยน้ำเงินด้วย ลูกพรรคก็ไม่ค่อยช่วยชี้แจงหรือตอบโต้  ถ้ายังเงียบ นายกฯ หนูอาจต้องเล่นบทโหด แต่เหมือนขู่ไปงั้น เพราะถ้าให้เวลาประเมิน 1 ปี รัฐบาลหนู 2 เพิ่งทำงานได้จริงแค่ 2 เดือน ดังนั้น อีกนาน.. และอีกอย่างหนึ่ง โควตารัฐมนตรีก็เห็นแต่หน้าลูกหลานคนกันเอง–นายทุนพรรคทั้งนั้น จะกล้าปลดกล้าย้ายหรือเปล่า ?  

ปิดท้ายด้วยภารกิจนายกฯ ที่รัสเซีย วันที่ 18 มิ.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นางธนนนท์ ชาญวีรกูล จับมือทักทายกับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ในงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุขและผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมเวทีประชุม ASEAN-Russia Business Forum เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย และร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ครบรอบ 35 ปี   

“รมต.อ้วน” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ เปิดผลการประชุมว่า รัสเซียแสดงความสนใจที่จะขยายตลาดส่งออกพลังงาน ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงปุ๋ยเคมีมายังภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งปุ๋ยถือเป็นสินค้าที่ไทยมีความต้องการสูงในขณะนี้ ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับรัสเซียอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบิ๊กเอกชนไทยอย่าง CPF และ Warrix ขยายการลงทุนได้ดี

ภาคเอกชนยังมีความกังวลเรื่องมาตรการคว่ำบาตรและการกีดกันทางการค้า ซึ่งหากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนคลี่คลายลง เชื่อว่าจะมีช่องทางขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนร่วมกันได้อีกมาก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน อวกาศ ไอที นวัตกรรม และความมั่นคงทางไซเบอร์.  

ทีมข่าวการเมือง