เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เครือข่ายชมรมมิตรภาพ ซึ่งเป็นแรงงานเมียนมา 30 คน เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อขอความเป็นธรรม และให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี

นายอ่อง คะ แรงงานชาวเมียนมา เครือข่ายชมรมมิตรภาพ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.บ่อวิน ได้ไปจับกุมแรงงานเมียนมาและชาวจีนหลายคนในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนควบคุมตัวไปดำเนินคดี ซึ่งในนั้นมีกลุ่มเพื่อนแรงงานชาวเมียนมา 5 คน ที่ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันที่ถูกจับกุมไปดำเนินคดีด้วย ในนั้นมี 2 คน ที่มีความผิดไม่แจ้งย้ายที่ทำงาน อีก 3 คนมีความผิดทำงานนอกเหนือสิทธิ ไม่แจ้งเปลี่ยนนายจ้าง ซึ่งต่อมาศาลแขวงพัทยาได้พิพากษาสั่งปรับทั้ง 5 คนไปแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนหลังจากนั้นทางพนักงานสอบสวน สภ.บ่อวิน จะต้องส่งตัวให้กับทางตำรวจ ตม. เพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป

แต่ปรากฏว่าทั้ง 5 คน กลับไม่ถูกส่งตัวไปยัง ตม. แต่กลับถูกตำรวจบังคับให้ทั้งหมดเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาว่าเป็นลูกจ้างของนักธุรกิจจีนอีกคนหนึ่ง ทั้งที่ความจริงแล้วทั้ง 5 คน เป็นพนักงานของบริษัทจำหน่ายแอร์ ไม่เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจจีนที่ถูกนำมาโยงด้วยแต่อย่างใด ในขณะที่ผู้ต้องหารายอื่นที่ถูกจับกุมพร้อมกันก็ได้ถูกส่งตัวไปให้ ตม.แล้ว ซึ่งทราบมาว่ามีการเรียกร้องรับผลประโยชน์จึงได้รับการปล่อยตัว เหลือแต่แรงงานเมียนมา 5 คนนี้ที่ตำรวจ สภ.บ่อวิน ยังไม่ดำเนินการอะไร วันนี้จึงมาร้องขอความเป็นธรรมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบตำรวจ สภ.บ่อวิน ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า นักธุรกิจชาวจีนที่ถูกนำมาเชื่อมโยงในกรณีนี้นั้น เป็นหุ้นส่วนของบริษัทในเครือของบริษัทจำหน่ายแอร์ที่แรงงานเมียนมา 5 คนทำงานอยู่ ซึ่งบริษัทจำหน่ายแอร์แห่งนี้ชนะการประมูลติดตั้งแอร์ในหลายหน่วยงาน จึงทำให้บริษัทจำหน่ายแอร์ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งทางธุรกิจและเป็นพรรคพวกของนายตำรวจใหญ่ในจังหวัดชลบุรี วางแผนจับกุมแรงงานที่ผิดกฎหมายในบริษัท และจัดฉากให้มีความเชื่อมโยงกับนักธุรกิจชาวจีนเพื่อดิสเครดิตเพื่อให้เกิดผลเสียกับทางบริษัทที่ชนะการประมูลด้วย

โดยก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นเรื่องร้องเรียนกับกรรมาธิการตำรวจวุฒิสภาแล้ว และหลังจากนี้จะไปยื่นเรื่องที่ ป.ป.ช.ต่อไป