นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ขานรับนโยบาย กษ. ที่ส่งเสริมให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีเหลือ 70% และทดแทนด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือชีวภัณฑ์อีก 30% ตามผลวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและลดความเสี่ยงกรณีปุ๋ยเคมีขาดแคลน ทั้งนี้ กยท. ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมี เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มธาตุอาหารรองและจุลธาตุที่จำเป็น ช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นยาง เพิ่มผลผลิตและคุณภาพน้ำยางในระยะยาว พร้อมช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภ
สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดของ กยท. เป็นการต่อยอดจากโครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำและน้ำนมดิบ โดยนำวัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาเพิ่มมูลค่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์เม็ดที่มีอินทรียวัตถุ (OM) รับรอง 20% ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและธาตุอาหาร เหมาะสำหรับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งข้าว พืชไร่ ไม้ผล ปาล์มน้ำมัน ยางพารา รวมถึงพืชผักและไม้ดอกไม้ประดับ
นอกจากนี้ กยท. ยังมีแผนรุกธุรกิจปัจจัยการผลิตทางการเกษตรภายใต้เครื่องหมายการค้าของ กยท. โดยควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์เหลว “อะมิโนนม” ที่อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร และเตรียมทยอยกระจายสินค้าออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้
การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรที่มีอยู่ พัฒนาปัจจัยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางไทยอย่างยั่งยืน



