เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.69 นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการส่งออกโคมีชีวิตจากประเทศไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมกับกรมปศุสัตว์ และผู้แทนภาคเอกชนไทย-จีน ได้แก่ บริษัท เซิ่งซิ่งหลง ธุรกิจการเกษตร (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ไห่ทง เทรดดิ้ง จำกัด ในเครือ China Merchants Group กลุ่มวิสาหกิจชั้นนำของจีน
โดยมี นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 123 เพื่อเดินหน้านโยบาย “เกษตรนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย” ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตร ในการเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไปยังประเทศจีน ซึ่งตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยส่งออกทางเรือให้ได้เดือนละ 100,000 ตัว หรือปีละ 1.2 ล้านตัว พร้อมเตรียมแผนลงทุนสร้างโรงเชือดมาตรฐานสูงในไทยเพิ่มเติมในอนาคต

โดยที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าที่มีการเจรจาลดข้อซักถามด้านสุขอนามัยกับทางสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) กว่า 40 ข้อ จนปัจจุบันเหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก และเตรียมลงพื้นที่สำรวจท่าเรือบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจัดตั้งศูนย์กักกันโรคขนาดใหญ่ (Quarantine Station) รองรับการตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนส่งออก
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมชุดเล็ก (Working Group) ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ ภาคเอกชน และสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่ติดตามเอกสารเชิงลึกและประสานงานกับฝั่งจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมยกระดับการเจรจาสู่รูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) โดยเสนอให้ผู้แทนระดับสูงของไทยเดินทางไปเจรจาโดยตรงกับ GACC ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อแสดงความจริงใจและเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติทางนโยบายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์จะเร่งสมัครขอรับรองสถานะเขตปลอดโรคแบบโซนนิ่ง หรือรายฟาร์มกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดให้แก่ประเทศคู่ค้า ซึ่งโคเนื้อลูกผสมที่ตลาดจีนต้องการจะเป็นโคที่มีน้ำหนัก 450 กิโลกรัมขึ้นไป โดยจะเน้นการเจาะตลาดเนื้อแช่เย็น (Chilled Meat) คุณภาพดีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับตลาดเนื้อแช่แข็ง
นอกจากนี้ นายชัยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าโครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรฐานรากอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางภาครัฐยินดีที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน เมื่อได้เห็นความจริงจังของภาคเอกชนทั้งสองประเทศในการร่วมทุนครั้งนี้ จึงมั่นใจว่าโครงการจะสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีน ให้สำเร็จภายในกรอบเวลา 1 ปีนับจากนี้ เพื่อพลิกโฉมและยกระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคเนื้อของไทยให้เติบโตสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน
อนึ่ง ปัจจุบันจีนมีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ ปีละราว 2.7 ล้านตัน (มูลค่าราว 675,000 – 810,000 ล้านบาท) ซึ่งเทียบเท่ากับต้องใช้โคมีชีวิตที่น้ำหนักตัว 500 กิโลกรัม มากถึง 13.5 ล้านตัว โดยประมาณ 41% เป็นการนำเข้าเนื้อโคแช่แข็งจากประเทศบราซิล



