แต่อย่างไรก็ตาม นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ยืนยันหลักการว่า จะสนับสนุนร่างไหนก็ร่างเดียวไปเลย ไม่กึ่งยิงกึ่งผ่าน และเลือกร่างที่ไม่มีปัญหาจะโดนคว่ำทีหลัง คือไม่มีเนื้อหาให้เข้าคูหาเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา จะบรรจุระเบียบวาระประชุมร่วมเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าที่ประชุมวันที่ 7-8 ก.ค. ขณะที่นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว. ขอให้ชะลอออกไปก่อน เพื่อรอร่างของภาคประชาชน และรอผลการหารือกับนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องรูปแบบของการมีคูหา ลักษณะใดสามารถทำได้  

มีความเป็นไปได้สูงที่ร่างของพรรคภูมิใจไทยจะผ่านวาระแรก เป็นร่างหลักสำหรับพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ เนื่องจากได้ตัดความเสี่ยงเรื่องให้เข้าคูหาเลือกผู้ยกร่างไปแล้ว ภูมิใจไทยเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) 100 คน แบ่งเป็น 1.  ส.ส.ร. ที่มาจากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ 1 คน เป็น 77 คน ประเภทที่ 2. ส.ส.ร. ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประสบการณ์ต่างๆ  อาทิ ด้านกฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ การเมือง 23 คน

รัฐสภาจะคัดเลือก ส.ส.ร. ทั้งสองประเภท จากการสมัครโดยตรงต่อ กกต.  ที่น่าสนใจคือให้ สส.และ สว.เลือก และมีสิทธิ์เลือก ส.ส.ร.สำรอง จัดทำบัญชีจำนวนคนที่ได้คะแนนรองลงมาอีก 3 คน สำรองทั้ง 2 แบบ เท่ากับจะมี ส.ส.ร.สำรอง 300 คน  ยกเว้นกรณีมีผู้สมัคร ส.ส.ร. น้อยกว่าจำนวนที่กำหนด  ใน ส.ส.ร. จะมี กมธ.  2 ชุด คือ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ   มีไม่เกิน 45 คน  กมธ.ยกร่าง จะประกอบไปด้วย ส.ส.ร. จำนวน 2 ใน 3 (หรือประมาณ 30 คน) และ ส.ส.ร. สำรองที่เชี่ยวชาญ  

กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน นำไปใช้ยกร่างรัฐธรรมนูญตามความเห็นชอบของ ส.ส.ร. กำหนดให้มีจำนวนกรรมาธิการไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย  ส.ส.ร. 1 ส่วน ส.ส.ร. สำรอง 1 ส่วน และบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. หรือ ส.ส.ร. สำรอง ตามหลักเกณฑ์ที่ประธาน ส.ส.ร. กำหนดอีก 1 ส่วน เมื่อยกร่างเสร็จ ต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว.  อย่างน้อย 1 ใน 4 หรือ 50   คน เห็นชอบจากพรรคไม่มีรัฐมนตรี 20%  

สูตรอื่นๆ มีโอกาสไม่ผ่านในวาระแรกสูง  ถ้าพรรครัฐบาลกับ สว.ผนึกกำลังกันค้านว่า “ไม่อยากให้กระบวนการชะงักกับการตีความอีก”  หากเหลือร่างหลักของภูมิใจไทยร่างเดียว ก็เตรียมตัวมีข้อครหาต่อ ส.ส.ร.ว่า“เป็นคนของฝ่ายการเมือง” ก็เพราะเลือกจากเสียง สส.และ สว.สายสีน้ำเงินที่รวมกันน่าจะใกล้ๆ 350 เสียง ถึงกึ่งหนึ่งของสภา เพียงแต่อาจไม่มีบุรีรัมย์โผล่มาเกือบสิบคน เพราะเขาให้โควตาเลือกตัวจริงจังหวัดละคน ตัวสำรองจังหวัดละสามคน ส่วน ส.ส.ร.จากผู้ทรงคุณวุฒิฯ ก็ให้สังเกตนักวิชาการที่พูดอะไรเป็นคุณกับรัฐบาลไว้ก่อนได้

 ที่น่าสนใจคือ จะมีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนคัดค้านหรือไม่ ไม่เอาระบบเลือกที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม ซึ่งฝ่ายการเมืองจะถามว่า แล้วจะให้ทำอย่างไรเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า เลือก ส.ส.ร.ไม่ได้ จะให้ยื้อไป ให้คว่ำตอนประชามติ  ก็กลายเป็นดึงค่าใช้จ่ายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้บานเบิกไปอีกรอบ

ส่วนเนื้อหาที่จะยกร่าง ฝ่ายการเมืองคงคิดถึงการออกแบบระบบเลือกตั้งอย่างไรให้ผู้มีอำนาจมั่นใจเข้าถึง- คงไว้ซึ่งอำนาจได้ง่าย  รัฐธรรมนูญปี 60 มีศรีธนญชัยให้แนวทางไว้แล้วว่า ต้องมีวิธีควบคุมองค์กรตรวจสอบ  และอาจทำให้การอภิปรายนายกฯ ยากขึ้น โดยอ้างว่า เพื่อให้การเมืองนิ่ง เหมือนรัฐบาลทักษิณตอนรัฐธรรมนูญ 40  

อีกเรื่องที่ต้องสนใจ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้การย้ายพรรคยากง่ายแค่ไหน ?  เชื่อได้ว่า ที่จะแก้ๆ กันนั้น เป็นวาระของนักการเมืองเสียก็เยอะ อีกเรื่องหนึ่งที่มารอดูกันว่าจะมีไหม คือนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ โดยอ้างว่า  “ไม่มีใครควรถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต” และให้รอดูที่มาของ สว. จะให้เลือกตั้งอย่างไร

แต่รัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนดีขึ้นอย่างไร นักการเมืองเคยพูดหรือยัง.