เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการให้ชายไทยรับรองเด็กที่เกิดจากคนต่างชาติ เพื่อสวมสิทธิเป็นคนไทย ว่า ทางกรม สบส. ซึ่งใช้ พ.ร.บ.สถานพยาบาล จะกำกับดูแลในส่วนของมาตรฐานการรักษาต่างๆ แต่ในกรณีการแจ้งเกิดนั้น จะไปอยู่ในกฎหมายอื่นมากกว่า ทาง สบส. จึงยังไม่ได้เข้าไปดูในเรื่องนี้ และสุดท้ายหากพบว่าเรื่องนี้เจ้าหน้าที่มีความผิดจริง ก็เป็นความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งเจ้าตัวต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ทางเจ้าของสถานพยาบาลไม่เข้าข่ายต้องรับผิดชอบด้วย ยกเว้นว่า เจ้าหน้าที่มีการกระทำผิดมาตรฐานการรักษาพยาบาล หรือมีการปลอมแปลงเอกสาร เช่น ใบเสร็จรับเงิน ก็จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 73

ทพ.อาคม กล่าวต่อว่า ในส่วนของการออกเอกสารรับรองการเกิด รับรองว่าใครเป็นพ่อ ซึ่งทำที่โรงพยาบาลนั้น ก็จะมีการสอบถาม และดูเอกสารการสมรสอยู่แล้ว แต่หากมีผู้ทำเอกสารเท็จมาให้บุคลากรของโรงพยาบาลดู เราก็ไม่สามารถตรวจสอบในเชิงลึกได้ เขาก็ต้องไปแจ้งเกิดตามทะเบียนราษฎร ก็จะเป็นเรื่องของกฎหมายปกครองที่จะเข้าไปดูแล

เมื่อถามถึง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ที่กำลังทำอยู่ขณะนี้ จะมีการปิดช่องไม่ให้เกิดการสวมสิทธิแบบกรณีดังกล่าวได้อย่างไรบ้าง ทพ.อาคม กล่าวว่า พ.ร.บ.อุ้มบุญใหม่ที่จะออกมา เราพยายามทำให้ออกมารัดกุมไม่ให้มีการสวมสิทธิ หรือการค้ามนุษย์ โดยการดำเนินการอุ้มบุญต้องมีการขออนุมัติจากคณะกรรมการเพื่อขอให้มีการตั้งครรภ์แทน โดยผู้หญิงที่จะรับตั้งครรภ์แทนนั้น จะมีใบข้อตกลงการตั้งครรภ์แทน ว่าเด็กที่เกิดจะเป็นลูกของสามีภรรยา ซึ่งไม่ว่าหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนจะไปฝากครรภ์ที่ไหนก็ตาม จะต้องนำใบนี้ไปแจ้งสถานพยาบาลที่ฝากครรภ์ด้วยว่า นี่เป็นการอุ้มบุญตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้

ฉะนั้น เวลาเด็กเกิดก็จะนำใบนี้ไปแจ้งที่สำนักทะเบียนราษฎรว่าใครเป็นพ่อแม่ ส่วนหญิงที่ตั้งครรภ์แทนจะไม่เกี่ยวข้องเลย ส่วนชาวต่างชาติไม่สามารถมาทำอุ้มบุญแทนในไทยได้ ยกเว้นว่ามีการแต่งงานกับคนไทย และต้องแต่งงาน จดทะเบียนสมรสมาไม่ต่ำกว่า 3 ปีถึงจะสามารถใช้สิทธิอุ้มบุญในไทยได้   

ทพ.อาคม กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เนื่องจากตอนที่เราส่งไปแล้วนั้น มีการยุบสภาก่อน เลยมีการตีกลับมา ทางกฤษฎีกาเลยให้กรม สบส. จัดทำประชาพิจารณ์ใหม่ ตั้งแต่ 2 ก.ค.-31 ก.ค. นี้ จึงเชิญชวนประชาชน ไปแสดงความคิดเห็นได้ ที่เว็บไซต์กรม สบส. เพื่อ สบส. จะได้นำข้อมูลมาปรับแก้กฎหมายให้มีความสมบูรณ์ขึ้น.